บทที่ 3: ความรู้เบื้องต้นของแพทย์แผนไทย (กิจ ๔ ประการ)
คอร์สเรียนแพทย์แผนไทย
ความรู้เบื้องต้นของแพทย์แผนไทย (กิจ ๔ ประการ)
บุคคลที่ปรารถนาจะศึกษาเป็นแพทย์ (เวช) จะต้องเรียนรู้และชำนาญใน "กิจของหมอ ๔ ประการ" อันเป็นรากฐานสำคัญในวิชาเวชศึกษา ดังนี้:
- รู้จักที่ตั้งแรกเกิดของโรค (สมุฏฐาน)
- รู้จักชื่อของโรค
- รู้จักยารักษาโรค
- รู้จักว่ายาอย่างใดรักษาโรคใด
กิจที่ ๑: รู้จักที่ตั้งแรกเกิดของโรค (สมุฏฐาน)
สมุฏฐาน หมายถึง ที่ตั้งหรือจุดแรกเริ่มที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ โดยสามารถจำแนกออกเป็น ๕ สมุฏฐานหลัก:
๑. ธาตุสมุฏฐาน (ธาตุทั้ง ๔๒ อย่าง)
เมื่อธาตุเหล่านี้แปรปรวนหรือพิการไป จะทำให้ร่างกายมนุษย์เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วย:
- ปถวีธาตุ (ธาตุดิน ๒๐ อย่าง): เกศา (ผม), โลมา (ขน), นะขา (เล็บ), ทันตา (ฟัน), ตะโจ (หนัง), มังสัง (เนื้อ), นะหารู (เส้น/เอ็น), อัฏฐิ (กระดูก), อัฏฐิมิญชัง (ไขในกระดูก), วักกัง (ม้าม), หทะยัง (หัวใจ), ยกะนัง (ตับ), กิโลมะกัง (พังผืด), ปิหะกัง (ไต), ปัปผาสัง (ปอด), อันตัง (ลำไส้ใหญ่), อันตะคุณัง (ลำไส้น้อย), อุทรียัง (อาหารใหม่), กะรีสัง (อาหารเก่า), มัตถะเก มัตถะลุงคัง (สมอง/มันสมอง)
- อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ ๑๒ อย่าง): ปิตตัง (น้ำดี - ในฝัก/นอกฝัก), เสมหัง (น้ำเสลด - ศอ/อุร/คูถเสมหะ), ปุพโพ (หนอง), โลหิตัง (เลือด), เสโท (เหงื่อ), เมโท (มันข้น), อัสสุ (น้ำตา), วะสา (มันเหลว), เขโฬ (น้ำลาย), สิงฆานิกา (น้ำมูก), ละสิกา (ไขข้อ), มุตตัง (น้ำปัสสาวะ)
- วาโยธาตุ (ธาตุลม ๖ อย่าง): อุทธังคมาวาตา (ลมพัดขึ้น), อโธคมาวาตา (ลมพัดลง), กุจฉิสยาวาตา (ลมในท้องนอกลำไส้), โกฏฐาสยาวาตา (ลมในลำไส้และกระเพาะ), อังคะมังคานุสารีวาตา (ลมพัดทั่วกาย/ระบบไหลเวียนโลหิต), อัสสาสะปัสสาสะวาตา (ลมหายใจเข้าออก)
- เตโชธาตุ (ธาตุไฟ ๔ อย่าง): สันตัปปัคคี (ไฟอุ่นกาย), ปริทัยหัคคี (ไฟร้อนระส่ำระสาย), ชิรณัคคี (ไฟเผาให้แก่คร่ำคร่า), ปริณามัคคี (ไฟย่อยอาหาร)
ข้อสังเกต: ธาตุทั้ง ๔๒ อย่างนี้ มักจะย่อยและรวมกลุ่มเป็นสมุฏฐานหลัก ๓ กองที่พิการบ่อยที่สุด คือ ปิตตสมุฏฐาน (ดี), เสมหะสมุฏฐาน (เสลด) และ วาตสมุฏฐาน (ลม) หากเกิดระคนพร้อมกันทั้งหมดจะเรียกว่า "สันนิบาต"
๒. อุตุสมุฏฐาน (ฤดูเป็นที่ตั้ง)
โรคเกิดจากสภาพอากาศและฤดูกาลภายนอกกระทบกับธาตุภายในร่างกาย แบ่งการพิจารณาเป็น ๓ ระบบ:
| ระบบฤดู | ช่วงเวลา (ทางจันทรคติ) | สมุฏฐานธาตุเจ้าเรือน |
|---|---|---|
| ฤดู ๓ |
• คิมหันตฤดู (ร้อน): แรม ๑ ค่ำ ด.๔ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๘ • วสันตฤดู (ฝน): แรม ๑ ค่ำ ด.๘ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๑๒ • เหมันตฤดู (หนาว): แรม ๑ ค่ำ ด.๑๒ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๔ |
• เตโช (ไฟสันตัปปัคคี) • วาโย (ลมกุจฉิสยาวาตา) • อาโป (พิกัดเสมหะโลหิต) |
| ฤดู ๔ |
• ฤดูที่ ๑: แรม ๑ ค่ำ ด.๔ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๗ • ฤดูที่ ๒: แรม ๑ ค่ำ ด.๗ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๑๐ • ฤดูที่ ๓: แรม ๑ ค่ำ ด.๑๐ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๑ • ฤดูที่ ๔: แรม ๑ ค่ำ ด.๑ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๔ |
• เตโช • วาโย • อาโป • ปถวี |
| ฤดู ๖ |
• ฤดูที่ ๑ (แรม ๑ ค่ำ ด.๔ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๖) • ฤดูที่ ๒ (แรม ๑ ค่ำ ด.๖ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๘) • ฤดูที่ ๓ (แรม ๑ ค่ำ ด.๘ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๑๐) • ฤดูที่ ๔ (แรม ๑ ค่ำ ด.๑๐ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๑๒) • ฤดูที่ ๕ (แรม ๑ ค่ำ ด.๑๒ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๒) • ฤดูที่ ๖ (แรม ๑ ค่ำ ด.๒ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๔) |
• พัทธปิตะ / กำเดา / โลหิตร้อน • เตโช และ วาโย ระคนกัน • วาโย และ เสมหะ • ลม, เสมหะ และ มูตร • เสมหะ และ กำเดาโลหิต • ปถวี (เลือดลมกำเดาเจือเสมหะ) |
๓. อายุสมุฏฐาน (ช่วงอายุเป็นที่ตั้ง)
- ปถมวัย (แรกเกิด - ๑๖ ปี): สมุฏฐานอาโป (พิกัดเสมหะเจือโลหิต)
- แรกเกิด - ๘ ขวบ: เสมหะเป็นเจ้าเรือน ปิตตะแทรก
- ๘ ขวบ - ๑๖ ขวบ: ปิตตะเป็นเจ้าเรือน เสมหะยังเจืออยู่
- มัชฌิมวัย (อายุ ๑๖ - ๓๒ ปี): สมุฏฐานเตโช (พิกัดดี ๒ ส่วน วาโย ๑ ส่วนระคนกัน)
- ปัจฉิมวัย (อายุ ๓๒ - ๖๔ ปี): สมุฏฐานวาโย (วาโยอาโป แทรกพิกัดเสมหะกับเหงื่อ)
๔. กาลสมุฏฐาน (เวลาเป็นที่ตั้ง)
การแบ่งช่วงเวลาในรอบวัน (กลางวัน ๔ ตอน / กลางคืน ๔ ตอน) ที่สัมพันธ์กับตัวโรค:
- ตอนที่ ๑ (๐๖.๐0 - ๐๙.๐๐ น. / ๑๘.๐๐ - ๒๑.๐๐ น.) → สมุฏฐานอาโป พิกัดเสมหะ
- ตอนที่ ๒ (๐๙.๐๐ - ๑๒.๐0 น. / ๒๑.๐๐ - ๒๔.๐๐ น.) → สมุฏฐานอาโป พิกัดโลหิต
- ตอนที่ ๓ (๑๒.๐๐ - ๑๕.๐๐ น. / ๒๔.๐๐ - ๐๓.๐๐ น.) → สมุฏฐานอาโป พิกัดดี
- ตอนที่ ๔ (๑๕.๐๐ - ๑๘.๐๐ น. / ๐๓.๐๐ - ๐๖.๐๐ น.) → สมุฏฐานวาโย
๕. ประเทศสมุฏฐาน (ถิ่นที่อยู่เป็นที่ตั้ง)
โรคเกิดจากร่างกายปรับตัวไม่ทันกับภูมิประเทศ หรือที่เรียกกันว่า "ไข้ผิดน้ำผิดอากาศ":
- ประเทศร้อน (ที่ดอน/เนินเขา/ชาวเขา) → สมุฏฐานเตโช
- ประเทศอุ่น (ถิ่นน้ำกรวดทราย) → สมุฏฐานอาโป (ดีและโลหิต)
- ประเทศเย็น (ถิ่นน้ำฝนเปือกตม) → สมุฏฐานวาโย
- ประเทศหนาว (ถิ่นน้ำเค็มเปือกตม/ชายทะเล) → สมุฏฐานปถวี
๖. มูลเหตุพฤติกรรม ๘ ประการ (พฤติกรรมก่อโรค)
- อาหาร: บริโภคมากหรือน้อยเกินไป, กินของบูดเสีย, รสแปลก หรือกินไม่ตรงเวลา
- อิริยาบถ: นั่ง นอน ยืน เดิน ท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ไม่ผลัดเปลี่ยน
- ความร้อนและเย็น: ตากแดดจัด ตากฝน น้ำค้าง หรือแช่น้ำนานเกินไป
- อดนอน อดข้าว อดน้ำ: ทร่อมานร่างกายเกินขีดจำกัด
- กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ: ฝืนกลั้นระบบขับถ่ายจนธาตุภายในวิปริต
- ทำการเกินกำลังกาย: ยก แบก หาม หนักเกินแรง หรือหักโหมใช้ความคิดจนเพลีย
- ความเศร้าโศกเสียใจ: ความทุกข์ใจทำให้น้ำเลี้ยงหัวใจขุ่นมัว ทรุดโทรม
- โทสะ: ขาดสติ ละเลยการดูแลร่างกาย หรือทำร้ายตัวเอง
๗. ลักษณะอาการเมื่อธาตุพิการ (คลิกเพื่อดูรายละเอียด)
กิจที่ ๒: รู้จักชื่อของโรค
ชื่อโรคคือ "นามสมมุติ" ที่แพทย์ตั้งขึ้นตามอาการเพื่อใช้สื่อสาร หากแบ่งตามฐานที่ตั้งใน เบญจอินทรีย์ จะมี ๕ กลุ่มหลัก:
- จักขุโรโค (โรคตา): เช่น ตาแดง ตาแฉะ ตาริดสีดวง
- โสตโรโค (โรคหู): เช่น หูหนวก หูตึง ฝีในหู
- ฆานโรโค (โรคจมูก): เช่น ริดสีดวงจมูก
- ชิวหาโรโค (โรคลิ้น): เช่น ลิ้นแตก ลิ้นเปื่อย
- กายโรโค (โรคทางกาย): แบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ:
- พหิทธโรโค (ภายนอก): กลากเกลื้อน มะเร็ง คุดทะราด เรื้อน แผลภายนอก
- อันตโรโค (ภายใน): ไข้ ลม เป็นดาน เป็นเถา จุกเสียด แน่นเฟ้อ บิด ป่วง ฝีในท้อง
กิจที่ ๓: รู้จักยารักษาโรค
การเข้าใจเรื่องวัตถุธาตุและสมุนไพรที่จะนำมาปรุงยา ประกอบด้วยหลักรสยา พิกัดยา และวิธีปรุงยา:
๑. รสประธาน ๓ รส
- ยารสเย็น: (กลุ่มใบไม้รสไม่ร้อน เกสรดอกไม้ สัตตเขา เนาวเขี้ยว ของเผาถ่าน) → แก้ทางเตโชธาตุ (ไฟ)พิการ
- ยารสร้อน: (กลุ่มเบญจกูล ตรีกฏุก หัสคุณ ขิง ข่า) → แก้ทางวาโยธาตุ (ลม)พิการ
- ยารสสุขุม: (กลุ่มโกฐ เทียน กฤษณา กระลำพัก อบเชย ขอนดอก แก่นจันทน์) → แก้ทางโลหิตและดี
๒. รสยา ๙ รส (และรสจืด)
| รสยา | สรรพคุณเด่น | รสยา | สรรพคุณเด่น |
|---|---|---|---|
| ๑. รสฝาด | สำหรับสมานแผล/ธาตุ | ๖. รสมัน | แก้เส้นเอ็น/บำรุงไขข้อ |
| ๒. รสหวาน | ซึมซาบไปตามเนื้อ บำรุงกำลัง | ๗. รสหอมเย็น | บำรุงหัวใจ ทำให้ชื่นใจ |
| ๓. รสเมาเบื่อ | แก้พิษทางโลหิต/พิษสัตว์ | ๘. รสเค็ม | ซาบไปตามผิวหนัง แก้โรคผิวหนัง |
| ๔. รสขม | แก้ทางโลหิตและดี แก้ไข้ | ๙. รสเปรี้ยว | กัดฟอกเสมหะ แก้ไอ |
| (แถม) รสจืด | ขับปัสสาวะ แก้ทางเตโช (ดับพิษร้อน) | - | - |
๓. พิกัดยาที่สำคัญ (ตัวอย่างหมวดผสม)
- ตรีกฏุก (๓ สิ่ง): พริกไทย, ดีปลี, ขิงแห้ง (แก้เผ็ดร้อน)
- ตรีผลา (๓ สิ่ง): สมอไทย, สมอพิเภก, มะขามป้อม (ล้างพิษ/ปรับธาตุ)
- ตรีสาร (๓ สิ่ง): เจตมูลเพลิง, สะค้าน, ช้าพลู (คุมธาตุ)
- เบญจกูล (๕ สิ่ง): รากช้าพลู, เถาสะค้าน, ดอกดีปลี, เหง้าขิง, รากเจตมูลเพลิงแดง (บำรุงธาตุทั้ง ๕)
- เบญจโลกวิเชียร / ยาห้าบาท (๕ สิ่ง): รากมะเดื่ออุทุมพร, รากคนทา, รากท้าวยายม่อม, รากย่านาง, รากชิงชี่ (กระทุ้งพิษไข้)
๔. รูปแบบการปรุงยาแผนโบราณ (สรุปวิธีใช้)
ตำผงปั้นลูกกลอน, บดละเอียดละลายน้ำกระสาย, ยาต้ม (สับเป็นชิ้นต้มในหม้อ), ยาดอง (แช่น้ำหรือสุรา), ยากลั่นเอาน้ำเหงื่อ, ยาดม (ห่อผ้าใส่กลัก), ยานัตถุ์ (เป่าทางจมูก/คอ), ยาหุงน้ำมัน, ยาสูบ (มวนบุหรี่), ยาอม/บ้วนปาก, ยาอาบ/แช่/ชะล้าง, ยารมไอ, ยาสุม (สุมหัว), ยาทา, ลูกประคบ, ยาเหน็บ, ยาสวน, ยาพอก, ยากวน (ขี้ผึ้ง), ผงอัดเม็ด และ บรรจุแคปซูล
กิจที่ ๔: รู้จักว่ายาอย่างใดรักษาโรคใด
เป็นศิลปะขั้นสูงสุดในการวิเคราะห์โรคและเลือกตำรับยาให้ถูกต้อง ยามีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์หากใช้ผิด แพทย์แผนไทยจึงต้องดำเนินการตามระบบอย่างเคร่งครัดดังนี้:
สอบถามประวัติส่วนตัว สภาพถิ่นที่อยู่ถิ่นเกิด (ประเทศสมุฏฐาน) อายุ (อายุสมุฏฐาน) วัน-เวลาที่เริ่มป่วย (กาลสมุฏฐาน) พร้อมตรวจระบบชีพจร การหายใจ ลิ้น ตา ผิวพรรณ และอุจจาระปัสสาวะอย่างละเอียด
นำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผล เพื่อชี้ชัดว่า "สมุฏฐาน" และ "พิกัดธาตุ" ใดในร่างกายที่พิการ ขาด หรือเกินไปจากปกติ
เลือกสรรตำรับยา ขนานยา รสยา และปริมาณน้ำกระสายยาที่ตรงกับสมุฏฐานของโรคนั้น ๆ พร้อมกำหนดเวลาในการรับประทานยาให้ตรงตามกาลสมุฏฐานเพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์สูงสุด
บทสรุปผู้เป็นแพทย์: แม้จะศึกษาจบและมีใบประกอบโรคศิลปะแล้ว แพทย์ที่ดีก็ยังต้องหมั่นทบทวน ค้นคว้าหาความรู้ และเพิ่มพูนทักษะทางด้านการรักษาโรคต่อไปตราบเท่าที่ยังคงทำหน้าที่แพทย์อยู่