เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ (Cookie Policy)
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานและวิเคราะห์การเข้าชม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 อ่านนโยบายความเป็นส่วนตัว →
NewThaiMed E-Learning

ห้องเรียนออนไลน์แพทย์แผนไทย

แหล่งเรียนรู้วิชาชีพด้านแพทย์แผนไทย รวบรวมแนวข้อสอบ ตำรา และหลักสูตรนวดออนไลน์เพื่อเตรียมสอบใบประกอบวิชาชีพ

🌿
ต้องมีสิทธิ์หลักสูตร
บทเรียน เวชกรรมไทย

ประวัติการแพทย์แผนไทย

ประวัติการแพทย์แผนไทย ประวัติการแพทย์แผนไทย ประวัติการแพทย์แผนไทยนั้นเริ่มมีบันทึกไว้ตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล มีชายผู้หนึ่งชื่อชีวกโกมารภัจจ์ มีความสนใจในการศึกษาวิชาแพทย์ เพราะเหตุว่าเป็นวิชาที่ประกอบอาชีพไม่เบียดเบียนผู้ใด เป็นผู้ปฏิบัติประกอบด้วยเมตตากรุณาเกื้อกูลแก่ความสุขของมนุษย์ จึงได้ไปศึกษาวิชาทางแพทย์ในสำนักแพทย์ ผู้ทิศาปาโมกข์ในเมืองตักศิลา ท่านเป็นผู้ที่ฉลาดสามารถในการศึกษา เรียนได้มาก เรียนได้เร็ว ทรงจำได้เร็ว ทรงจำได้ดี ไม่หลงลืม สามารถรักษาคนไข้หนเดียวก็หายได้ ในเวลาต่อมาพระเจ้าพิมพิสารประชวรเป็นโรค พระภคันทละ คือ โรคริดสีดวงทวาร ก็ทรงโปรดให้หมอชีวกเข้าไปถวายการรักษา หมอชีวกถวายการรักษา ด้วยการทายาเพียงครั้งเดียว พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงหายโรค จึงโปรดให้เป็นแพทย์หลวงบำรุงพระองค์และ ฝ่ายใน กับบำรุงพระสงฆ์ นับว่าหมอชีวกเป็นแพทย์ผู้ที่มีความรู้ความสามารถผู้มีชื่อเสียงในครั้งพุทธกาล และมีผู้เคารพยกย่องอย่างมาก ประวัติการแพทย์แผนไทยมีการค้นพบศิลาจารึกของอาณาจักรขอม ประมาณปี พ.ศ. ๑๗๒๕ - ๑๗๒๙ จารึกไว้ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลโดยการสร้างสถานพยาบาล เรียกว่า อโรคยศาลา และมีผู้ทำหน้าที่รักษาพยาบาล ได้แก่ หมอ พยาบาล เภสัช ฯ รวม ๙๒ คน มีพิธีกรรมบวงสรวง พระไภสัชยคุรุไวทูรย์ ด้วยยาและอาหารก่อนแจกจ่ายให้แก่ผู้ป่วย ต่อมามีการค้นพบหินบดยาสมัยทวาราวดี ซึ่งเป็นยุคก่อนสุโขทัย และจากศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่ค้นพบทำให้ทราบว่า ได้บันทึกไว้ว่า ทรงสร้างสวนสมุนไพรขนาดใหญ่บนเขาหลวงหรือเขาสรรพยา เพื่อให้ราษฎรได้เก็บสมุนไพรไปใช้รักษาโรค ยามเจ็บป่วย การแพทย์ในสมัยอยุธยามีแนวคิดว่า ชีวิตหรือร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔ ผู้ที่ไม่เจ็บป่วยแสดงว่ามีความสมดุลย์ของธาตุทั้ง ๔ เมื่อเกิดความเจ็บป่วยแสดงว่าธาตุทั้ง ๔ นั้น มีความ ไม่สมดุลย์เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีความเชื่อทางไสยศาสตร์และโหราศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก เป็นผลมาจากสภาพของชุมชนและสังคม ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พบบันทึกว่า มีระบบการจัดหายาที่ชัดเจนสำหรับประชาชนมีแหล่งจำหน่ายยาและสมุนไพรหลายแห่งทั้งในและนอกกำแพงเมือง มีการรวบรวมตำรับยาต่าง ๆ ขึ้นเป็น ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การแพทย์แผนไทย เรียกว่า ตำราพระโอสถพระนารายณ์ การแพทย์แผนไทยสมัยนี้รุ่งเรืองมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนวดไทย การแพทย์ตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาท โดยมิชชันนารี ชาวฝรั่งเศสได้จัดตั้งโรงพยาบาลรักษาโรค แต่ก็ขาดความนิยมและล้มเลิกไป การแพทย์แผนไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธารามหรือวัดโพธิ์ขึ้นเป็นอารามหลวง ให้ชื่อว่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และทรงให้รวบรวมและจารึกตำรายา และฤๅษีดัดตนและตำราการนวดไทยไว้ตามศาลาราย สำหรับการจัดหายาของทางราชการ มีการจัดตั้ง กรมหมอ โรงพระโอสถคล้ายกับในสมัยอยุธยา ผู้ที่รับราชการ เรียกว่า หมอหลวง ส่วนหมอที่รักษาประชาชนทั่วไป เรียกว่า หมอราษฎร หรือ หมอเชลยศักดิ์ รัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเห็นว่าคัมภีร์แพทย์ ณ โรงพระโอสถ สมัยอยุธยาสูญหายไป เนื่องจากช่วงนั้นมีสงครามกับพม่า ๒ ครั้ง บ้านเมืองถูกทำลายและประชาชนรวมถึงหมอแผนไทยถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ทำให้ตำรายาและข้อมูลเกี่ยวกับการแพทย์ของไทยถูกทำลายไปด้วย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้เหล่าผู้ชำนาญโรคและสรรพคุณยา รวมทั้งผู้ที่มีตำรายาดี ๆ นำเข้ามาทูลเกล้าถวายและให้กรมหมอหลวงคัดเลือก และจดเป็นตำราหลวงสำหรับโรงพระโอสถ พ.ศ. ๒๓๕๙ มีพระราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ตรากฎหมายชื่อว่า กฎหมายพนักงานพระโอสถถวาย รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพน ฯ อีกครั้ง และโปรดเกล้า ฯ ให้มีการจัดตั้งวิทยาลัยแพทย์ไทยแห่งแรก คือวิทยาลัยแพทย์แผนโบราณวัดโพธิ์ ในงานฉลอง วัดโพธิ์รัชสมัยนี้ ทรงพระดำริว่า อันตำรายาไทยและการรักษาโรคแบบอื่น เช่น การบีบ นวด ประคบ หมอที่มีชื่อเสียงต่างก็หวงตำราของแต่ละคนไว้เป็นความลับ และพร้อมทั้งได้ทรงดำริว่า การรักษาโรคทางตะวันตกกำลังจะแผ่อิทธิพลเข้ามาในประทศสยาม และในเวลาอันใกล้น่าจะบดบังรัศมีของการแพทย์ไทยเสียหมดสิ้น สุดท้ายอาจไม่มีตำรายาไทยเหลืออยู่เพื่อประโยชน์ของอนุชนรุ่นหลังก็ได้ จึงทรงประกาศให้ผู้มีตำรับตำราไทยโบราณทั้งหลายได้ช่วยกันบอกตำรับยาต่าง ๆ ที่มีสรรพคุณดีและเชื่อถือได้เท่าที่มีอยู่สมัยนั้นนำมาบันทึก เป็นหลักฐานไว้บนหินอ่อน ประดับไว้ตามผนังโบสถ์ ศาลาราย บนผนังเสาและกำแพงวิหารคดรอบพระเจดีย์ สี่องค์ ณ วัดพระเชตุพน ฯ (วัดโพธิ์) และตามศาลาต่าง ๆ ที่ได้รับบูรณะในครั้งนั้น ศิลาจารึกนี้ เป็นตำรา บอกสมุฏฐานของโรคและวิธีการรักษา ยังได้มีการจัดหาต้นสมุนไพรที่ใช้ปรุงยาและหาได้ยากมาปลูกไว้ในวัดเป็นจำนวนมากนอกจากนั้นได้ทรงให้ปั้นรูปฤๅษีดัดตนในท่าต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เป็นนิทรรศการ ให้แก่ผู้ประสงค์จะฝึกตนเป็นแพทย์ หรือหาทางบำบัดตนเป็นสาธารณะทาน นับว่าเป็นการจัดการศึกษาให้กับประชาชนรูปแบบหนึ่ง ตำรายาเหล่านี้ถึงพอจะทราบกันดีในบรรดาหมอไทยและตำราดีจริง ๆ ก็คงไม่ได้รับ การเปิดเผย ที่แท้จริงแต่ก็เป็นอนุสรณ์และเป็นวิทยาลัยการแพทย์ของเมืองไทย รัชสมัยนี้มีการนำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ เช่น การปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ การใช้ยาเม็ดควินิน รักษาโรคไข้จับสั่น เป็นต้น โดย คณะมิชชันนารีชาวอเมริกัน นำโดยนายแพทย์แดนบีช บรัดเลย์ ซึ่งคนไทยเรียกว่า หมอบรัดเลย์ รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้นำการแพทย์แผนตะวันตกมาใช้มากขึ้น เช่น การสูติกรรมสมัยใหม่ แต่ไม่สามารถให้ประชาชนเปลี่ยนความนิยมได้ เพราะการรักษาพยาบาลแผนไทย เป็นจารีตประเพณีและวัฒนธรรมสืบเนื่องกันมา และเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของไทย รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ. ๒๔๓๑ มีการจัดตั้งคิริราชพยาบาลขึ้นและ มีการเรียนการสอนและให้การรักษาทั้งการแพทย์แผนไทยและแผนตะวันตกร่วมกัน หลักสูตร ๓ ปี การจัดการเรียนการสอนและบริการรักษาทางการแพทย์ทั้งแผนไทยและแผนตะวันตกร่วมกันเป็นไปด้วยความยากลำบากและขัดแย้งระหว่างผู้สอนและผู้เรียนเป็นอย่างมาก ด้วยหลักการแนวคิดและวิธีการเรียนการสอน ที่แตกต่างกัน ทำให้ยากที่จะผสมผสานกันได้ มีการพิมพ์ตำราแพทย์สำหรับใช้ในโรงเรียนแพทย์เป็นครั้งแรก ในปี ๒๔๓๘ ชื่อตำรา แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เล่ม ๑ – ๔ ได้รับยกย่องให้เป็นตำราแห่งชาติฉบับแรก ต่อมาพระยาพิษณุประสาทเวช เห็นว่าตำราเหล่านี้ยากแก่ผู้ศึกษา จึงพิมพ์ตำราขึ้นใหม่ได้แก่ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวง ๒ เล่ม และตำราแพทย์ศาสตร์สังเขป (เวชศึกษา) ๓ เล่ม ซึ่งยังคงใช้เป็นคัมภีร์ ทางการแพทย์มาจนทุกวันนี้ รัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ. ๒๔๕๖ มีการสั่งยกเลิกวิชาการแพทย์แผนไทย โรงเรียนราชแพทย์วิทยาลัย ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ มีประกาศให้ใช้พระราชบัญญัติการแพทย์เพื่อเป็น การควบคุมการประกอบโรคศิลปะเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับประชาชนอันเนื่องมาจากการประกอบ โรคศิลปะของผู้ที่ไม่มีความรู้และมิได้ฝึกหัดด้วยความไม่พร้อมในด้านการเรียนการสอน การสอบ และการประชาสัมพันธ์ ทำให้หมอพื้นบ้านจำนวนมากกลัวถูกจับจึงเลิกประกอบอาชีพนี้ บ้างก็เผาตำราทิ้ง รัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ตรากฎหมายเสนาบดี แบ่งการประกอบโรคศิลปะออกเป็นแผนปัจจุบันและแผนโบราณ และกำหนดว่า (๑)ประเภทแผนปัจจุบัน คือ ผู้ประกอบโรคศิลปะโดยความรู้จากตำราอันเป็นหลักวิชาโดยสากลนิยมซึ่งดำเนินและจำเริญขึ้น โดยอาศัยการศึกษา ตรวจค้น และทดลองของผู้รู้ในทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลก (๒) ประเภทแผนโบราณ คือ ผู้ประกอบโรคศิลปะอาศัยความสังเกต ความชำนาญ อันได้สืบต่อกันมาเป็นที่ตั้ง หรืออาศัยตำราอันมีมาแต่โบราณ มิได้ดำเนินไปในทางวิทยาศาสตร์ รัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ มีการจัตตั้งสมาคมของโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ ได้ก่อตั้งขึ้นที่วัดโพธิ์ กรุงเทพ ฯ นับแต่นั้นมา สมาคมต่าง ๆ ก็ได้แตกสาขาออกไป ปัจจุบันก็มีโรงเรียนแพทย์แผนโบราณที่มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพ ฯ และต่างจังหวัด ใน ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ก่อตั้งโรงเรียนอายุรเวทวิทยาลัย ฯ โดยศาสตราจารย์ พิเศษนายแพทย์อวย เกตุสิงห์ และคณะเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น และอยู่ในพระสังฆราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก กับพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ฯ ให้การอบรมศึกษาด้านการแพทย์แผนโบราณแบบประยุกต์มาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

ต้องมีสิทธิ์หลักสูตร
บทเรียน เวชกรรมไทย

จรรยาแพทย์แผนไทย

จรรยาแพทย์แผนไทย จรรยาแพทย์แผนไทย ผู้ที่จะเป็นหมอจะมีแต่วิชาความรู้เกี่ยวกับยาและรู้จักโรคเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ควรต้องเป็นคนมีอัธยาศัยเรียบร้อย เป็นที่พอใจของคนทั้งหลายด้วย จึงจะเป็นหมอที่ดีได้ ถ้ามีแต่ความรู้วิชาของหมอแต่ไม่เป็นผู้โอบอ้อมอารีต่อคนทั้งหลายแล้วก็ไม่มีใครนับถือ ย่อมจะทำให้ความรู้ของตนเองเสื่อมไปด้วยไม่มีใครหา ไปรักษา เพราะฉะนั้นหมอต้องมีอัธยาศัยไมตรีอันดี เพื่อเป็นคุณธรรมประจำใจ ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่สม่ำเสมอและหมอที่ดีนั้นย่อมประกอบไปด้วยคุณธรรมดังต่อไปนี้คือ ๑. เมตตาจิตแก่คนไข้ ด้วยคนไข้อันได้รับความทุกขเวทนาครอบงำอยู่ในใจอยู่แล้วไม่มากก็น้อย มีจิตและการคิดหวังพึ่งหมอหมอไปถึงก็ดีใจ อยากจะได้ฟังคำอธิบายชี้แจงอาการโรคของตนให้เข้าใจแจ่มแจ้งจากหมอ ถ้าหมอนั้นเป็นผู้ที่มีเมตตาปรานีให้คนไข้เป็นที่ชื่นชมยินดีแล้ว ความสุขโสมนัสก็จะบังเกิดมีแก่คนไข้ เป็นทางที่จะบรรเทาไข้ใจ ให้หมดหรือน้อยลงไปได้ และจะเชื่อฟังถ้อยคำของหมอผู้นั้นด้วย เมื่อความวิตกอันเป็นทุกข์ในใจเบาบางลง น้ำเลี้ยงหัวใจก็ผ่องใส โรคที่มีอยู่ในกายก็จะพลันหายได้โดยไม่ช้าวันนัก คนไข้ที่หายนั้นก็จะเคารพนับถือหมอนั้นต่อไป เป็นอานิสงส์อีกส่วนหนึ่ง แต่ถ้าหมอนั้นเป็นคนโหดเหี้ยม ไม่มีเมตตาจิตแก่คนไข้แล้ว ย่อมไม่เป็นที่ยินดีของคนไข้ ความวิตกก็มีอยู่ร่ำไป นับว่าเป็นไข้บังเกิดเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งด้วย เป็นเหตุที่จะให้โรคที่อยู่ในร่างกายนั้นกำเริบขึ้นได้ พอที่จะหายเร็วก็เป็นช้านานวันไป หรือบางทีไข้ทรุดหนักลง ทำให้ยากแก่การรักษาพยาบาล นี้อาจเป็นไปได้เพราะฉะนั้นเมตตาจิตจึงมีคุณธรรมเกื้อกูลแก่หมอและคนไข้ด้วย หมอควรจะต้องตั้งเมตตาจิตไว้ในสันดานสิ่งนี้จัดว่าเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง ๒. ไม่เห็นแก่ลาภ ลาภผลที่จะได้แก่ตนนั้น ย่อมเป็นที่ปรารถาเป็นที่ยินดีอยู่ด้วยกันทุกคน แต่บุคคลผู้มีอัธยาศัยเรียบร้อย ต้องตั้งตนให้เป็นที่นับถือของคนทั้งหลายแล้ว ย่อมไม่เพ่งเล็งเอาด้วยอุบายหรือกดขี่หลอกลวงเลย เมื่อมีผู้คนหาหมอไปรักษาไข้ ควรตั้งใจเสียก่อนว่าจะไปรักษาเขาให้หายเพื่อเอาชื่อเสียง รักษาโดยสุจริต เมื่อผู้นั้นหายไข้แล้วขวัญข้าวค่ายาย่อมมีอยู่เอง ถึงหากว่าตามธรรมดาเคยได้เท่านั้นเท่านี้ ถ้าคนที่ขัดสนจะให้เท่านั้นไม่ได้หรือไม่มีจะให้เลย ก็ไม่ควรจะเพิกถอนละเมิดเสีย ควรจะช่วยอนุเคราะห์มีเมตตาจิตเป็นที่ตั้ง คือ ได้เท่าไรก็เอาเพียงเท่านั้น หรือไม่ได้เลยก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรเราก็ยังคงมีจิตใจเป็นกุศลดีอยู่นั่นเอง คุณความดีอันนี้จะมี แก่ตน คนทั้งหลายจะเคารพนับถือ ลาภผลก็คงจะได้มาภายหลังเป็นแน่ แต่ถ้าหมอเป็นคนที่มีความโลภเห็นแก่ลาภอยู่เป็นนิตย์ ไข้พอที่จะหายได้ในไม่ช้าวันก็แกล้งหน่วงเหนี่ยวไว้ให้หายช้า หรือไข้เป็นอย่างที่ไม่น่าตกอกตกใจก็บอกไปเสียอย่างหนึ่ง เพื่อให้คนไข้หรือเจ้าของไข้ตกใจหรือคิดอุบายแต่จะได้ขวัญข้าว ค่ายาค่าป่วยการให้มากด้วยประการใด ๆ ประการหนึ่ง ๓. ไม่เป็นคนโอ้อวด ผู้ที่แสดงคำโอ้อวดให้เกินกว่าความรู้ของตน เป็นต้นว่ารักษาไข้อะไรหายสักรายหนึ่งก็เอาขึ้น ตั้งไปที่ไหนก็อวดร่ำไป ความรู้จริงแก่ใจไม่รู้ถึง แต่พูดเกินกว่าความรู้ ไปพบคนไข้ที่ตนพูดว่ารู้เข้าแต่รักษาไม่ได้ เขาก็จะเรียกว่าเป็นหมอไม่มีภูมิ ย่อมเป็นที่หมิ่นประมาทของคนทั้งหลาย ต่อไปไม่มีใครเชื่อถือ เลยพาให้ความรู้ที่มีอยู่บ้างนั้นเสื่อมไปด้วย เพราะฉะนั้นเป็นข้อที่ควรต้องระวัง ถ้าพูดตามความที่ได้เรียนรู้อาจจะ ทำได้จริง ก็ไม่นับว่าเป็นคนโอ้อวด แต่ถึงดังนั้นก็ต้องพูดได้ ในเมื่อถึงคราวที่จะพูด ถ้าเอาไปพูดเสียร่ำไป ก็ตกอยู่ในฐานะโอ้อวดเช่นกัน พาให้เสื่อมเสียความเชื่อได้เหมือนกัน ที่จริงความรู้ที่มีอยู่ในตนนั้นไม่จำเป็นต้องโอ้อวดอะไรสุดแต่ถึงคราวที่ต้องใช้ก็ทำได้ให้ปรากฏแก่คนทั้งหลาย แล้วกิตติศัพท์ความเลื่องลือก็จะปรากฏ ขึ้นเอง ย่อมจะเป็นที่เชื่อถือยำเกรงของคนทั้งหลายด้วย ความไม่โอ้อวดนี้จัดเอาเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง ๔. ไม่ปิดบังความเขลาของตนไว้ เมื่อได้ตรวจดูคนไข้พิเคราะห์กิริยาอาการตลอดแล้วจะต้องเข้าใจว่าเป็นโรคอะไร เกิดขึ้นเพราะอะไรสามารถที่จะรักษาพยาบาลให้หายได้หรือไม่ ถ้าตกลงว่าจะรับรักษาให้หายได้ จึงรับรักษาพยาบาลตามความรู้ความสามารถของตน ถ้าไปพบปะไข้ที่ตนไม่เคยรักษา หรือความรู้ของตนไม่เพียงพอที่จะรักษาได้ ก็พึงแสดงให้เจ้าของไข้เขารู้เสียแต่ต้นมือ เพื่อเขาจะได้ไปหาหมออื่นรักษา ถ้าจะให้ดีตนรู้ว่าใครจะรักษาได้ ก็แนะนำบอก ให้เขาด้วยก็จะเป็นที่ยินดีของเจ้าของไข้ ถึงหากว่าไข้นั้นจะไม่หาย เพราะตนรักษาก็ดี ตนก็ย่อมจะได้ความนิยมนับถือต่อไปว่าเป็นคนไม่ปิดบังความเขลาของตนไว้ ถ้ารักษาไข้เขาด้วยความที่ไม่เข้าใจไข้ก็จะทรุดหนักลง ในที่สุดจะถึงอันตรายแก่ชีวิตก็จะเป็นไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้หมอนั้นจะได้รับความติเตียนของคนทั้งหลาย แล้วจะเป็นทางให้เสื่อมเสียจากลาภผล เพราะฉะนั้นความที่ไม่ปิดบังความเขลาไว้ จึงจัดเป็นเครื่องประดับ ของหมอประการหนึ่ง ๕. ไม่ปิดบังความดีของผู้อื่น เมื่อได้ยินได้ฟังเขาสรรเสริญคุณวิชาของผู้อื่น ควรทำอัธยาศัยให้แช่มชื่นสรรเสริญตามเขา เมื่อผู้นั้นชอบอัธยาศัยของเราดังนี้ ย่อมมีจิตใจรักใคร่จะเป็นมิตรกับเราบ้าง คุณธรรมอันนี้ย่อมเป็นทางสืบสนธิในสามัคคีรส ซึ่งนักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าวสรรเสริญว่าเป็นกัลยาณธรรม นำมาซึ่งความสุขแก่ตน จึงเป็นคุณธรรมที่บุคคลควรประพฤติ และจัดเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง ๖. ไม่หวงกันลาภผู้อื่น เมื่อตนเป็นหมอไปรักษาไข้ เห็นแล้วว่าลาภผลจะได้แก่ตนแต่ลำพังผู้เดียว จะทำการไม่ถนัดที่ดีควรจะหาพวกพ้องหรือผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งมีความรู้มาช่วย การนั้นจึงจะสำเร็จด้วยดี เช่น ตนเป็นหมอยาจะต้องหาหมอนวดมาช่วยอีกทางหนึ่ง ฉะนี้ แต่ครั้นจะให้เป็นเช่นนั้นก็กลัวว่าลาภที่ตนจะได้นั้น ต้องแบ่งส่วนให้ผู้อื่นไปเสีย จะได้น้อยไป หวงกันไว้ไม่ให้ผู้อื่นเข้ามามีหุ้นส่วน นี่เป็นข้อที่จะทำอันตรายให้แก่คนไข้ หมอไม่ควรคิดเช่นนี้เลย ถ้าเห็นทางที่จะเฉลี่ยลาภผลให้แก่ผู้ที่มีความรู้ด้วยกันด้วยประการใด ก็ควรแสดงความยินดีเผื่อแผ่ ให้การที่รักษาพยาบาลไข้ ถ้ามีเพื่อนเป็นคู่คิดคู่ปรึกษาช่วยเกื้อหนุนซึ่งกันและกันแล้ว เป็นข้อที่ป้องกันความพลั้งเผลอได้ และอาจที่รักษาไข้ให้หายเร็วด้วย เพราะฉะนั้นการที่ไม่หวงกันลาภคนอื่นนั้นจึงจัดเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง ๗. ไม่ลุอำนาจแก่อคติทั้ง ๔ อคติทั้ง ๔ คือ ฉันทาคติ คือ ความรักใคร่พอใจ โทสาคติ คือ ความโกรธ ภยาคติ คือ ความกลัวโมหาคติ คือ ความหลง ๑. ฉันทาคติ หรือ ความรักใคร่พอใจ พอใจรักใคร่ในบุคคลไม่เสมอกัน บางคนก็ตั้งใจรักษาพยาบาล บางคนก็เกลียดชัง ไม่ตั้งใจรักษาให้โรคหาย ๒. โทสาคติ หรือ ความโกรธนั้นคือ ใช้แต่โทสะจิตเป็นเบื้องหน้าไม่มีใจอันดีต่อคนไข้ ทำอะไรก็เอา แต่ใจของตน ไม่ผ่อนผันตามอัธยาศัยของคนไข้ให้มีสติอารมณ์เบิกบานบ้างเลย ๓. ภยาคติ หรือ ความกลัวนั้นคือ กลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว เป็นต้นว่า กลัวเขาจะไม่ให้ขวัญข้าว ค่ายา ก็ไม่ตั้งใจรักษา กลัวว่ายาดีที่ทำไว้ ถ้าจะให้คนไข้กินอาจจะหายได้ แต่กลัวจะหมดเสีย ๔. โมหาคติ ความหลงลืมนั้นคือ หลงตนว่ามีความรู้ดี ไม่ต้องทำอัธยาศัยเผื่อแผ่เป็นมิตรไมตรีกับผู้ใด หรือหลงเชื่อว่ายาของตนดี รักษาไข้หายได้ โดยไม่ตรวจอาการไข้ก่อนที่จะวางยา อคติ ๔ ประการที่ กล่าวมานี้ สำหรับผู้ที่เป็นหมอใช้ ไม่เป็นสาธารณะทั่วไป หมอผู้ใดไม่ลุอำนาจแก่อคติ ๔ ประการนี้แล้ว คุณความดีก็จะมีในตน จึงจัดความไม่ลุอำนาจแก่อคติ ๔ ประการนี้ เป็นคุณธรรมเครื่องประดับของหมอได้ประการหนึ่ง ๘. ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม คือ ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม ๘ ประการ ดังต่อไปนี้ ๑. ได้ลาภผลสักการะ ๒. เสื่อมลาภผลสักการะ ๓. ได้รับความสรรเสริญ ๔. ถูกความนินทา ๕. ได้ยศศักดิ์ ๖. เสื่อมยศศักดิ์ ๗. ได้รับความสุข ๘. ได้รับความทุกข์ ก็ต้องมีอัธยาศัยหนักแน่น มัธยัสถ์เป็นปานกลาง ไม่ทำความกระวนกระวาย ขวนขวาย ยินดียินร้ายเดือดร้อนรำคาญ ซึ่งเป็นเหตุทำลายคุณความดีของตน และทำจิตให้พิกลไปจากความเป็นปกติ เพราะโลกธรรมนี้ย่อมยุยงส่งเสริมบุคคลให้ตกไปในทางที่ชั่วได้ ผู้ที่ไม่หวั่นไหวแก่โลกธรรม จึงเป็นที่สรรเสริญของผู้ที่มีปัญญา จัดว่าเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง ๙. มีหิริโอตตัปปะ ละอายและสะดุ้งกลัวต่อบาป อันจะเป็นเวรกรรมต่อภพชาติในภายหน้า ละเว้นจากวิหิงสา พยาบาทอาฆาต จองเวรต่อบุคคลผู้อื่น มีใจอันชุ่มชื่นไปด้วยความกรุณาเป็นเบื้องหน้า นี่จัดเป็นคุณธรรมเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง ๑๐. ไม่เป็นคนเกียจคร้านและมักง่าย ตั้งใจอุตสาหะทำการรักษาพยาบาลคนไข้โดยเต็มกำลัง ใช้ปัญญาพินิจพิจารณาโดยถี่ถ้วน ถึงเวลาไปตรวจก็ไปตรวจฟังดูอาการเพื่อคิดประกอบในการรักษา ความรู้ที่มีอยู่แล้วก็หมั่นเอาใจใส่สอบสวนให้แจ่มแจ้งเจริญยิ่งขึ้น สิ่งที่ยังไม่รู้ก็หมั่นศึกษาค้นคว้าหาความรู้ใส่ตนไปมิได้เพิกเฉย และหมั่นประกอบยาไว้สำหรับรักษาคนไข้ ในตำราให้เอาอะไรกี่อย่าง ก็อุตสาหะ หามาทำให้ครบตามตำรา ไม่สักแต่ว่า ในตำราให้เอา ๑๐ อย่าง ก็เอาเพียง ๕ – ๖ อย่าง ด้วยความมักง่าย ความจริงเครื่องยานั้นถ้าได้ไม่ครบตามตำราที่วางไว้แล้วก็จะ ไม่ศักดิ์สิทธิ์และจะโทษว่ายาไม่ดีไม่ได้ เพราะฉะนั้นหมอจึงต้องไม่ควรเป็นคนมักง่าย ตรวจไข้ก็ต้องตรวจโดย ถี่ถ้วนเหมือนกัน ถ้าเป็นแต่มียาไม่ตรวจไข้ให้ต้องกับยาแล้ว ยานั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร ไข้กับยาต้องให้ตรงกันนี่เป็นข้อความสำคัญ ความไม่มักง่ายจัดเป็นคุณธรรม เครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง ๑๑. มีโยนิโสมนสิการ ตริตรองในใจโดยแยบคาย จะตรวจอาการโรคก็ตรวจด้วยพินิจพิเคราะห์เหตุผลโดยรอบคอบ เมื่อจะประกอบยารักษาก็ทำโดยความใคร่ครวญ ใช้องค์วิจารณปัญญาสอดส่องให้แน่นอนแก่ใจทุกสิ่งทุกอย่างนี่ เป็นองค์สำคัญสำหรับวิชาแพทย์ จัดเป็นคุณธรรมเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง ๑๒. ไม่เป็นคนมีสันดานอันประกอบด้วยความมัวเมา ความมัวเมาในการเสพย์สุรา สูญกัญชา ยาฝิ่น หรือมัวเมาละเลิงหลงไปในการเล่นเบี้ย เล่นการพนันต่าง ๆ อันเป็นทางที่จะทำให้ตนได้รับความเดือดร้อนรำคาญ เพราะความประพฤติอันเป็นข้าศึกกับคุณวิชา ของตน เมื่อหลีกเลี่ยงไปพ้นมิพัวพัน มีสันดานตั้งมั่นในสุจริตดังนี้ จัดเป็นคุณธรรมเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง ฉะนั้นการที่บุคคลที่ประกอบกระทำการใด ๆ ซึ่งมีความผิดการที่แพทย์ประพฤติปฏิบัติ โดยขาดคุณธรรมนั้น ก็ด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ ๑. ไม่ละอายต่อความทุจริต หรือไม่คิดกลัวเกรงต่อความเสียหายในการงานที่ทำนั้น ทำด้วยความโลภ ปรารถนาลาภอย่างหนึ่ง ปรารถนาจะให้ชื่อเสียงปรากฎในคุณความดี ถ้าทำด้วยความโอ้อวดอย่างหนึ่ง ๒. ไม่มีความรู้ในการนั้น ก็ทำด้วยการเดาเอา จะถูกหรือผิดดีชั่วอย่างไรก็ไม่รู้ ๓. มีความสงสัยในการงานที่ตนจะทำครอบงำอยู่แล้ว คือ คิดไม่เห็นว่าจะทำอย่างไรดี ยิ่งตรองไป ก็เป็นหลายเท่าหลายทาง ล้วนเป็นอาการที่คาดคะเนเดาไปเสียทุกอย่าง จะหยิบยกเอาอะไรมาเป็นหลักฐานอ้างอิงก็ไม่ได้ ยิ่งคิดยิ่งฟั่นเฟือนไปเพราะคิดไปไม่ตลอด ต้องถอยหลังมาคิดทางอื่น ก็ไม่ตลอดวนเวียนอยู่ ครั้นจะไต่ถามผู้รู้ หรือจะปฏิเสธเสียว่าไม่รู้ก็กลัวจะเสียชื่อเสียง ทำให้เสื่อมความเลื่อมใสในตน เมื่อการมาถึงเข้าก็ทำไปโดยความโง่เขลา การที่ทำนั้นจึงได้ผิดไป ๔. ความสำคัญเข้าใจในสิ่งที่ไม่ควรทำ ว่าเป็นสิ่งที่ควรทำเช่นผู้ที่ตั้งตนเป็นหมอรักษาไข้ แต่ไม่มีความรู้ความชำนาญพอ คนเป็นไข้พิษมีอาการร้อนกระสับกระส่าย ทางที่ถูกควรใช้ยาสำหรับดับพิษไข้ เขาห้ามไม่ให้อาบน้ำในเวลากำลังไข้มีพิษกระสับกระส่าย เข้าใจเสียว่าอาบน้ำให้เย็นจะหายได้ ก็เอาน้ำอาบให้คนไข้จนพิษไข้หลบเข้าภายใน เป็นเหตุที่ทำให้ตัดรอนชีวิตคนไข้เสีย หรืออีกนัยหนึ่งคนไข้เป็นโรคอุจจาระธาตุพิการ ควรจะให้ยาคุมธาตุบำรุงธาตุ แต่ไม่ให้ กลับใช้ยาถ่ายที่แรง ๆ เช่น ยาเข้าสลอดมาก ๆ ด้วยเห็นไปว่าให้อุจจระที่เสียออกให้หมดก็แล้วกัน เมื่อทำดังนี้โรคนั้นจะกลายเป็นอติสาร ก็ถึงแก่ความตายไป นี่แหละเป็นความสำคัญ ในสิ่งที่ไม่ควรทำ

ทดลองเรียนฟรี
บทเรียน เวชกรรมไทย

ความรู้เบื้องต้นของแพทย์แผนไทย (กิจ ๔ ประการ)

ความรู้เบื้องต้นของแพทย์แผนไทย (กิจ ๔ ประการ) บุคคลที่ปรารถนาจะศึกษาเป็นแพทย์ (เวช) จะต้องเรียนรู้และชำนาญใน "กิจของหมอ ๔ ประการ" อันเป็นรากฐานสำคัญในวิชาเวชศึกษา ดังนี้: รู้จักที่ตั้งแรกเกิดของโรค (สมุฏฐาน) รู้จักชื่อของโรค รู้จักยารักษาโรค รู้จักว่ายาอย่างใดรักษาโรคใด กิจที่ ๑: รู้จักที่ตั้งแรกเกิดของโรค (สมุฏฐาน) สมุฏฐาน หมายถึง ที่ตั้งหรือจุดแรกเริ่มที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ โดยสามารถจำแนกออกเป็น ๕ สมุฏฐานหลัก: ๑. ธาตุสมุฏฐาน (ธาตุทั้ง ๔๒ อย่าง) เมื่อธาตุเหล่านี้แปรปรวนหรือพิการไป จะทำให้ร่างกายมนุษย์เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วย: ปถวีธาตุ (ธาตุดิน ๒๐ อย่าง): เกศา (ผม), โลมา (ขน), นะขา (เล็บ), ทันตา (ฟัน), ตะโจ (หนัง), มังสัง (เนื้อ), นะหารู (เส้น/เอ็น), อัฏฐิ (กระดูก), อัฏฐิมิญชัง (ไขในกระดูก), วักกัง (ม้าม), หทะยัง (หัวใจ), ยกะนัง (ตับ), กิโลมะกัง (พังผืด), ปิหะกัง (ไต), ปัปผาสัง (ปอด), อันตัง (ลำไส้ใหญ่), อันตะคุณัง (ลำไส้น้อย), อุทรียัง (อาหารใหม่), กะรีสัง (อาหารเก่า), มัตถะเก มัตถะลุงคัง (สมอง/มันสมอง) อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ ๑๒ อย่าง): ปิตตัง (น้ำดี - ในฝัก/นอกฝัก), เสมหัง (น้ำเสลด - ศอ/อุร/คูถเสมหะ), ปุพโพ (หนอง), โลหิตัง (เลือด), เสโท (เหงื่อ), เมโท (มันข้น), อัสสุ (น้ำตา), วะสา (มันเหลว), เขโฬ (น้ำลาย), สิงฆานิกา (น้ำมูก), ละสิกา (ไขข้อ), มุตตัง (น้ำปัสสาวะ) วาโยธาตุ (ธาตุลม ๖ อย่าง): อุทธังคมาวาตา (ลมพัดขึ้น), อโธคมาวาตา (ลมพัดลง), กุจฉิสยาวาตา (ลมในท้องนอกลำไส้), โกฏฐาสยาวาตา (ลมในลำไส้และกระเพาะ), อังคะมังคานุสารีวาตา (ลมพัดทั่วกาย/ระบบไหลเวียนโลหิต), อัสสาสะปัสสาสะวาตา (ลมหายใจเข้าออก) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ ๔ อย่าง): สันตัปปัคคี (ไฟอุ่นกาย), ปริทัยหัคคี (ไฟร้อนระส่ำระสาย), ชิรณัคคี (ไฟเผาให้แก่คร่ำคร่า), ปริณามัคคี (ไฟย่อยอาหาร) ข้อสังเกต: ธาตุทั้ง ๔๒ อย่างนี้ มักจะย่อยและรวมกลุ่มเป็นสมุฏฐานหลัก ๓ กองที่พิการบ่อยที่สุด คือ ปิตตสมุฏฐาน (ดี), เสมหะสมุฏฐาน (เสลด) และ วาตสมุฏฐาน (ลม) หากเกิดระคนพร้อมกันทั้งหมดจะเรียกว่า "สันนิบาต" ๒. อุตุสมุฏฐาน (ฤดูเป็นที่ตั้ง) โรคเกิดจากสภาพอากาศและฤดูกาลภายนอกกระทบกับธาตุภายในร่างกาย แบ่งการพิจารณาเป็น ๓ ระบบ: ระบบฤดู ช่วงเวลา (ทางจันทรคติ) สมุฏฐานธาตุเจ้าเรือน ฤดู ๓ • คิมหันตฤดู (ร้อน): แรม ๑ ค่ำ ด.๔ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๘ • วสันตฤดู (ฝน): แรม ๑ ค่ำ ด.๘ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๑๒ • เหมันตฤดู (หนาว): แรม ๑ ค่ำ ด.๑๒ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๔ • เตโช (ไฟสันตัปปัคคี) • วาโย (ลมกุจฉิสยาวาตา) • อาโป (พิกัดเสมหะโลหิต) ฤดู ๔ • ฤดูที่ ๑: แรม ๑ ค่ำ ด.๔ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๗ • ฤดูที่ ๒: แรม ๑ ค่ำ ด.๗ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๑๐ • ฤดูที่ ๓: แรม ๑ ค่ำ ด.๑๐ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๑ • ฤดูที่ ๔: แรม ๑ ค่ำ ด.๑ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๔ • เตโช • วาโย • อาโป • ปถวี ฤดู ๖ • ฤดูที่ ๑ (แรม ๑ ค่ำ ด.๔ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๖) • ฤดูที่ ๒ (แรม ๑ ค่ำ ด.๖ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๘) • ฤดูที่ ๓ (แรม ๑ ค่ำ ด.๘ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๑๐) • ฤดูที่ ๔ (แรม ๑ ค่ำ ด.๑๐ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๑๒) • ฤดูที่ ๕ (แรม ๑ ค่ำ ด.๑๒ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๒) • ฤดูที่ ๖ (แรม ๑ ค่ำ ด.๒ - ขึ้น ๑๕ ค่ำ ด.๔) • พัทธปิตะ / กำเดา / โลหิตร้อน • เตโช และ วาโย ระคนกัน • วาโย และ เสมหะ • ลม, เสมหะ และ มูตร • เสมหะ และ กำเดาโลหิต • ปถวี (เลือดลมกำเดาเจือเสมหะ) ๓. อายุสมุฏฐาน (ช่วงอายุเป็นที่ตั้ง) ปถมวัย (แรกเกิด - ๑๖ ปี): สมุฏฐานอาโป (พิกัดเสมหะเจือโลหิต) แรกเกิด - ๘ ขวบ: เสมหะเป็นเจ้าเรือน ปิตตะแทรก ๘ ขวบ - ๑๖ ขวบ: ปิตตะเป็นเจ้าเรือน เสมหะยังเจืออยู่ มัชฌิมวัย (อายุ ๑๖ - ๓๒ ปี): สมุฏฐานเตโช (พิกัดดี ๒ ส่วน วาโย ๑ ส่วนระคนกัน) ปัจฉิมวัย (อายุ ๓๒ - ๖๔ ปี): สมุฏฐานวาโย (วาโยอาโป แทรกพิกัดเสมหะกับเหงื่อ) ๔. กาลสมุฏฐาน (เวลาเป็นที่ตั้ง) การแบ่งช่วงเวลาในรอบวัน (กลางวัน ๔ ตอน / กลางคืน ๔ ตอน) ที่สัมพันธ์กับตัวโรค: ตอนที่ ๑ (๐๖.๐0 - ๐๙.๐๐ น. / ๑๘.๐๐ - ๒๑.๐๐ น.) → สมุฏฐานอาโป พิกัดเสมหะ ตอนที่ ๒ (๐๙.๐๐ - ๑๒.๐0 น. / ๒๑.๐๐ - ๒๔.๐๐ น.) → สมุฏฐานอาโป พิกัดโลหิต ตอนที่ ๓ (๑๒.๐๐ - ๑๕.๐๐ น. / ๒๔.๐๐ - ๐๓.๐๐ น.) → สมุฏฐานอาโป พิกัดดี ตอนที่ ๔ (๑๕.๐๐ - ๑๘.๐๐ น. / ๐๓.๐๐ - ๐๖.๐๐ น.) → สมุฏฐานวาโย ๕. ประเทศสมุฏฐาน (ถิ่นที่อยู่เป็นที่ตั้ง) โรคเกิดจากร่างกายปรับตัวไม่ทันกับภูมิประเทศ หรือที่เรียกกันว่า "ไข้ผิดน้ำผิดอากาศ": ประเทศร้อน (ที่ดอน/เนินเขา/ชาวเขา) → สมุฏฐานเตโช ประเทศอุ่น (ถิ่นน้ำกรวดทราย) → สมุฏฐานอาโป (ดีและโลหิต) ประเทศเย็น (ถิ่นน้ำฝนเปือกตม) → สมุฏฐานวาโย ประเทศหนาว (ถิ่นน้ำเค็มเปือกตม/ชายทะเล) → สมุฏฐานปถวี ๖. มูลเหตุพฤติกรรม ๘ ประการ (พฤติกรรมก่อโรค) อาหาร: บริโภคมากหรือน้อยเกินไป, กินของบูดเสีย, รสแปลก หรือกินไม่ตรงเวลา อิริยาบถ: นั่ง นอน ยืน เดิน ท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ไม่ผลัดเปลี่ยน ความร้อนและเย็น: ตากแดดจัด ตากฝน น้ำค้าง หรือแช่น้ำนานเกินไป อดนอน อดข้าว อดน้ำ: ทร่อมานร่างกายเกินขีดจำกัด กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ: ฝืนกลั้นระบบขับถ่ายจนธาตุภายในวิปริต ทำการเกินกำลังกาย: ยก แบก หาม หนักเกินแรง หรือหักโหมใช้ความคิดจนเพลีย ความเศร้าโศกเสียใจ: ความทุกข์ใจทำให้น้ำเลี้ยงหัวใจขุ่นมัว ทรุดโทรม โทสะ: ขาดสติ ละเลยการดูแลร่างกาย หรือทำร้ายตัวเอง ๗. ลักษณะอาการเมื่อธาตุพิการ (คลิกเพื่อดูรายละเอียด) สมุฏฐานปถวีธาตุพิการ (ธาตุดิน) ▼ เกศา: เจ็บหนังหัว ผมร่วง โลมา: เจ็บผิวหนัง ขนร่วง นะขา: ปวดโคนเล็บ เล็บถอด เป็นหนอง ทันตา: รำมะนาด ปวดรากฟัน แมงกินฟัน ตะโจ: คัน ผิวสาก แสบร้อนผิวหนัง มังสัง: ผื่นแดงช้ำ แสบร้อน เป็นไฝหูด นะหารู: ตึงรัดผูกดวงใจ สวิงสวาย อ่อนหิว อัฏฐิ: เจ็บปวดในแท่งกระดูก อัฏฐิมิญชัง: ไขข้อข้น เป็นเหน็บชา วักกัง (ม้าม): สะท้านร้อนหนาว กระษัยลม หทะยัง (หัวใจ): เสียอารมณ์ ใจน้อย มักโกรธ หิวโหย ยกะนัง (ตับ): ตับโต ตับย้อย เป็นฝีที่ตับ กิโลมะกัง (พังผืด): อกแห้ง กระหายน้ำ ริดสีดวงแห้ง ปิหะกัง (ไต): ขัดแน่นอก ท้องพอง ปัสสาวะเหลือง ปัปผาสัง (ปอด): กระหายน้ำ ร้อนในอก หอบหนัก อันตัง (ไส้ใหญ่): ลงท้องแน่นท้อง ลำไส้ตีบ อันตะคุณัง (ไส้น้อย): เรอหาว อุจจาระเป็นเลือด มืดหน้าตามัว อุทริยัง (อาหารใหม่): ลงท้อง จุกเสียด พะอืดพะอม สะอึก กะรีสัง (อาหารเก่า): อุจจาระไม่ปกติ เป็นริดสีดวง มัตถะลุงคัง (สมอง): หูตึง ตามัว ลิ้นกระด้าง คางแข็ง สมุฏฐานอาโปธาตุพิการ (ธาตุน้ำ) ▼ พัทธะปิตตะ (ดีในฝัก): คลุ้มคลั่งเป็นบ้า อพัทธะปิตตะ (ดีนอกฝัก): ปวดหัว ตัวร้อน ตา/ปัสสาวะเหลือง ศอเสมหะ: ไอ เจ็บคอ คอแห้ง เป็นหืด อุระเสมหะ: ผอมเหลืองเป็นดาน แแสบคอ อกแห้ง คูถเสมหะ: อุจจาระเป็นมูกเลือดเสมหะ ปุพโพ (หนอง): ไอ เบื่ออาหาร ร่างกายซูบผอม โลหิตัง (เลือด): ไข้ตัวร้อน คลั่งเพ้อ ประดง ผุดปานดำแดง เสโท (เหงื่อ): สวิงสวาย ตัวเย็น อ่อนอกอ่อนใจ เมโท (มันข้น): น้ำเหลืองไหล ผุดเป็นแผ่นดวง ปวดแสบร้อน อัสสุ (น้ำตา): ตาเป็นฝ้า น้ำตาไหล ตาแฉะ เป็นต้อ วสา (มันเหลว): ผิวเหลือง ตาเหลือง ลงท้อง เขโฬ (น้ำลาย): เจ็บคอ เป็นเม็ดในคอและโคนลิ้น สิงฆานิกา (น้ำมูก): ปวดในสมอง ตามัว น้ำมูกตก ละสิกา (ไขข้อ): เจ็บตามข้อและแท่งกระดูกทั่วตัว มุตตัง (ปัสสาวะ): ปัสสาวะเปลี่ยนสี (ขาว/เหลือง/ดำ/แดง) สมุฏฐานวาโยธาตุพิการ (ธาตุลม) ▼ อุทธังคมาวาตา: มือเท้าขวักไขว่ ร้อนในท้อง ทุรนทุราย หาวเรอ อโธคมาวาตา: ยกมือเท้าไม่ไหว เมื่อยขบทุกข้อ กุจฉิสยาวาตา: ท้องลั่น ดวงจิตสวิงสวาย เมื่อยขบตามข้อ โกฏฐาสยาวาตา: ขัดในอก จุกเสียด อาเจียน คลื่นเหียน เหม็นข้าว อังคมังคานุสารีวาตา: ตาพร่า วิงเวียน เจ็บหน้าขา/หลัง อาเจียนลม อัสสาสะปัสสาสะวาตา: หายใจสั้นเข้าจนขัด ไม่ออกไม่เข้า สมุฏฐานเตโชธาตุพิการ (ธาตุไฟ) ▼ สันตัปปัคคี: ร่างกายเย็นชืด ปริณามัคคี: ขัดข้อ ไอ ท้องแข็ง ปวดฝ่ามือฝ่าเท้า มองคร่อ ชิรณัคคี: กายไม่รู้สัมผัส ลิ้นไม่รู้รส หูตึง หน้าผากตึง ปริทัยหัคคี: ร้อนภายในภายนอก มือเท้าเย็น เหงื่อออก กิจที่ ๒: รู้จักชื่อของโรค ชื่อโรคคือ "นามสมมุติ" ที่แพทย์ตั้งขึ้นตามอาการเพื่อใช้สื่อสาร หากแบ่งตามฐานที่ตั้งใน เบญจอินทรีย์ จะมี ๕ กลุ่มหลัก: จักขุโรโค (โรคตา): เช่น ตาแดง ตาแฉะ ตาริดสีดวง โสตโรโค (โรคหู): เช่น หูหนวก หูตึง ฝีในหู ฆานโรโค (โรคจมูก): เช่น ริดสีดวงจมูก ชิวหาโรโค (โรคลิ้น): เช่น ลิ้นแตก ลิ้นเปื่อย กายโรโค (โรคทางกาย): แบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ: พหิทธโรโค (ภายนอก): กลากเกลื้อน มะเร็ง คุดทะราด เรื้อน แผลภายนอก อันตโรโค (ภายใน): ไข้ ลม เป็นดาน เป็นเถา จุกเสียด แน่นเฟ้อ บิด ป่วง ฝีในท้อง กิจที่ ๓: รู้จักยารักษาโรค การเข้าใจเรื่องวัตถุธาตุและสมุนไพรที่จะนำมาปรุงยา ประกอบด้วยหลักรสยา พิกัดยา และวิธีปรุงยา: ๑. รสประธาน ๓ รส ยารสเย็น: (กลุ่มใบไม้รสไม่ร้อน เกสรดอกไม้ สัตตเขา เนาวเขี้ยว ของเผาถ่าน) → แก้ทางเตโชธาตุ (ไฟ)พิการ ยารสร้อน: (กลุ่มเบญจกูล ตรีกฏุก หัสคุณ ขิง ข่า) → แก้ทางวาโยธาตุ (ลม)พิการ ยารสสุขุม: (กลุ่มโกฐ เทียน กฤษณา กระลำพัก อบเชย ขอนดอก แก่นจันทน์) → แก้ทางโลหิตและดี ๒. รสยา ๙ รส (และรสจืด) รสยา สรรพคุณเด่น รสยา สรรพคุณเด่น ๑. รสฝาดสำหรับสมานแผล/ธาตุ ๖. รสมันแก้เส้นเอ็น/บำรุงไขข้อ ๒. รสหวานซึมซาบไปตามเนื้อ บำรุงกำลัง ๗. รสหอมเย็นบำรุงหัวใจ ทำให้ชื่นใจ ๓. รสเมาเบื่อแก้พิษทางโลหิต/พิษสัตว์ ๘. รสเค็มซาบไปตามผิวหนัง แก้โรคผิวหนัง ๔. รสขมแก้ทางโลหิตและดี แก้ไข้ ๙. รสเปรี้ยวกัดฟอกเสมหะ แก้ไอ (แถม) รสจืดขับปัสสาวะ แก้ทางเตโช (ดับพิษร้อน) -- ๓. พิกัดยาที่สำคัญ (ตัวอย่างหมวดผสม) ตรีกฏุก (๓ สิ่ง): พริกไทย, ดีปลี, ขิงแห้ง (แก้เผ็ดร้อน) ตรีผลา (๓ สิ่ง): สมอไทย, สมอพิเภก, มะขามป้อม (ล้างพิษ/ปรับธาตุ) ตรีสาร (๓ สิ่ง): เจตมูลเพลิง, สะค้าน, ช้าพลู (คุมธาตุ) เบญจกูล (๕ สิ่ง): รากช้าพลู, เถาสะค้าน, ดอกดีปลี, เหง้าขิง, รากเจตมูลเพลิงแดง (บำรุงธาตุทั้ง ๕) เบญจโลกวิเชียร / ยาห้าบาท (๕ สิ่ง): รากมะเดื่ออุทุมพร, รากคนทา, รากท้าวยายม่อม, รากย่านาง, รากชิงชี่ (กระทุ้งพิษไข้) ๔. รูปแบบการปรุงยาแผนโบราณ (สรุปวิธีใช้) ตำผงปั้นลูกกลอน, บดละเอียดละลายน้ำกระสาย, ยาต้ม (สับเป็นชิ้นต้มในหม้อ), ยาดอง (แช่น้ำหรือสุรา), ยากลั่นเอาน้ำเหงื่อ, ยาดม (ห่อผ้าใส่กลัก), ยานัตถุ์ (เป่าทางจมูก/คอ), ยาหุงน้ำมัน, ยาสูบ (มวนบุหรี่), ยาอม/บ้วนปาก, ยาอาบ/แช่/ชะล้าง, ยารมไอ, ยาสุม (สุมหัว), ยาทา, ลูกประคบ, ยาเหน็บ, ยาสวน, ยาพอก, ยากวน (ขี้ผึ้ง), ผงอัดเม็ด และ บรรจุแคปซูล กิจที่ ๔: รู้จักว่ายาอย่างใดรักษาโรคใด เป็นศิลปะขั้นสูงสุดในการวิเคราะห์โรคและเลือกตำรับยาให้ถูกต้อง ยามีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์หากใช้ผิด แพทย์แผนไทยจึงต้องดำเนินการตามระบบอย่างเคร่งครัดดังนี้: ขั้นตอนที่ ๑: การชักประวัติและตรวจร่างกาย (ซัก-ดู-ดม-ฟัง) สอบถามประวัติส่วนตัว สภาพถิ่นที่อยู่ถิ่นเกิด (ประเทศสมุฏฐาน) อายุ (อายุสมุฏฐาน) วัน-เวลาที่เริ่มป่วย (กาลสมุฏฐาน) พร้อมตรวจระบบชีพจร การหายใจ ลิ้น ตา ผิวพรรณ และอุจจาระปัสสาวะอย่างละเอียด ขั้นตอนที่ ๒: การวินิจฉัยโรค (ค้นหาต้นเหตุ) นำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผล เพื่อชี้ชัดว่า "สมุฏฐาน" และ "พิกัดธาตุ" ใดในร่างกายที่พิการ ขาด หรือเกินไปจากปกติ ขั้นตอนที่ ๓: การหาทางแก้ไข (วางยา) เลือกสรรตำรับยา ขนานยา รสยา และปริมาณน้ำกระสายยาที่ตรงกับสมุฏฐานของโรคนั้น ๆ พร้อมกำหนดเวลาในการรับประทานยาให้ตรงตามกาลสมุฏฐานเพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์สูงสุด บทสรุปผู้เป็นแพทย์: แม้จะศึกษาจบและมีใบประกอบโรคศิลปะแล้ว แพทย์ที่ดีก็ยังต้องหมั่นทบทวน ค้นคว้าหาความรู้ และเพิ่มพูนทักษะทางด้านการรักษาโรคต่อไปตราบเท่าที่ยังคงทำหน้าที่แพทย์อยู่ function toggleAccordion(header) { const accordion = header.parentElement; const content = accordion.querySelector('.accordion-content'); const icon = accordion.querySelector('.accordion-icon'); if (content.style.maxHeight === '0px' || content.style.maxHeight === '') { content.style.maxHeight = '1000px'; content.style.padding = '20px'; if (icon) icon.style.transform = 'rotate(180deg)'; } else { content.style.maxHeight = '0px'; content.style.padding = '0 20px'; if (icon) icon.style.transform = 'rotate(0deg)'; } }

อ่านได้ฟรี
เข้าเรียนได้
เข้าเรียน
ต้องมีสิทธิ์หลักสูตร
บทเรียน เวชกรรมไทย

การซักประวัติและวิธีตรวจโรค

การซักประวัติและวิธีตรวจโรค 🩺 หัวข้อซักประวัติ ๑. การซักประวัติ ▼ การตรวจวินิจฉัย 🩺 ๒. วิธีตรวจโรค (ทั่วไป) 🩺 ๔. ตรวจเส้นอัมพฤกษ์ 🩺 ๖. ตรวจตับ (ยกะนัง) 🩺 ๘. ตรวจกระเพาะปัสสาวะ 🩺 ๑๐. ตรวจร่างกายภายนอก 🩺 ๑๒. การเคาะและตรวจปัสสาวะ 🩺 ๑๔. การวินิจฉัยโรค (ประมวลโรค) ๑. การซักประวัติ การซักประวัติ และวิธีการตรวจโรคของ บุรุษ สตรี และเด็ก ๑. การซักประวัติ การซักประวัติ หมายถึง การถามประวัติคนไข้ประวัติครอบครัว ประวัติการเจ็บป่วยทั้งปัจจุบัน และอดีต ผู้ศึกษาจะต้องมีไหวพริบช่างสังเกต ซึ่งเป็นศิลปะอันสำคัญของแพทย์ในการซักประวัติ และวิธีการตรวจโรคนี้ เป็นการยากที่จะวางแบบแผนตายตัวลงไปได้ แต่เมื่อสรุปแล้วหลักใหญ่ ในการตรวจโรคมีหลักอยู่ ๔ ประการคือ ๑.๑ การถามประวัติคนไข้และครอบครัวนั้น เช่น ถามนาม, ตำบลที่อยู่ ที่เกิด สัญชาติ อายุ อาชีพความประพฤติที่เคยชิน, ถามถึงโรคที่เคยเป็นมา, ถามถึงครอบครัวที่ใกลัชิด สำหรับการพิเคราะห์เผ่าพันธุ์ อันเป็นหนทางให้โรคติดต่อถึงกันได้ เป็นต้น ๑.๒ การถามประวัติโรคทั้งอดีต - ปัจจุบัน เช่น ถามวันเวลาที่แรกป่วย, เริ่มป่วยมีอาการอย่างไร,อาการต่อมา, การรักษาพยาบาล, แล้วอาการผันแปรอย่างไรในวันหนึ่ง ๆ ปัจจุบันเวลาที่ตรวจมีความสำคัญอย่างไร ๑.๓ การตรวจร่างกายและจิตใจคนไข้นั้น เช่น ตรวจดูลักษณะรูปร่าง, ผิวพรรณ, กำลัง, สติอารมณ์ทุกข์เวทนา, ตรวจการหายใจเป็นอย่างไร, ตรวจอวัยวะ, หัวใจ, ตับ, ปอด, ม้าม , ลิ้น, ตา ฯ ตรวจเหงื่อและส่วนที่พิการซึ่งแลเห็น เป็นต้น ๑.๔ การตรวจและถามอาการนั้น เช่น ลองปรอท ดูความร้อน, ตรวจชีพจร, อุจจาระ, ปัสสาวะ (ถามและตรวจ)ฯ ถามถึงการบริโภคอาหาร, การหลับนอน, ความรู้สึกภายในภายนอกและในปากในคอเป็นต้น ในหลักการตรวจโรคที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าจะต้องตรวจแก่คนไข้รายหนึ่ง ๆ ทุกข้อ ทุกหลักไปก็หามิได้ ย่อมสุดแท้แต่เหตุผลของความเจ็บไข้ที่ปรากฏไปถึงขอให้อยู่ในความวินิจฉัยของแพทย์ ตามสมควร อนึ่ง ในหลักการตรวจโรค ๔ ประการนี้ จึงขอให้นักศึกษาได้เข้าใจในวิธีปฏิบัติทั้ง ๓ อย่างในโอกาสนี้ด้วย ๒. วิธีตรวจโรค (ทั่วไป) ๒. วิธีตรวจโรค ธรรมดาแพทย์ที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ก็จะต้องตรวจอวัยวะใหญ่น้อยให้รอบคอบ เพื่อจะได้รู้ความเป็นไปของโรคนั้น ดังจะได้อธิบายวิธีตรวจต่อไปนี้ ๑ ตรวจชีพจร เพื่อทราบความหนักและเบาของโรค (ดังได้อธิบายไว้ข้างหน้าแล้ว) ๒ ตรวจเส้น อัษฏากาศ, เส้นสุมนา, เส้นอัมพฤกษ์. (ดังได้อธิบายไว้ข้างหน้าแล้ว) ๓ ตรวจร่างกาย เพื่อรู้ส่วนพิการในที่หนึ่งที่ใด ๔ ตรวจจักษุ เพื่อรู้อาการของโรคซึ่งแสดงทางจักษุที่มีสีแดง, เขียว, ขาว เป็นต้น ๕ ตรวจปาก, ลิ้น, ขากรรไกร เพื่อรู้ความเป็นแผลเป็นละออง เป็นเม็ดและพิการอื่น ๆ ในที่นั้น ๖ ตรวจหทยัง (หัวใจ) ดังได้อธิบายไว้ข้างหน้าแล้ว ๗ ตรวจปับผาสัง (ปอด ) ดังได้อธิบายไว้ข้างหน้าแล้ว ๘ ตรวจยกะนัง (ตับ) ดังได้อธิบายไว้ข้างหน้าแล้ว ๙ ตรวจวักกัง (ม้าม) ดังได้อธิบายไว้ข้างหน้าแล้ว ๑๐ ตรวจอันตัง (ไส้ใหญ่) อันตะคุณัง (ไส้น้อย) ตลอดถึงกระเพาะอาหาร (ดังได้อธิบายไว้ข้าง หน้าแล้ว) ๑๑ การตรวจปัสสาวะ เพื่อรู้สี แดง, ดำ, เขียว, เหลือง ขุ่นข้นเจือมาในปัสสาวะนั้น กับการถ่ายปัสสาวะสะดวกหรือไม่ ๑๒ ตรวจปิหะกัง (ไต) ดังได้อธิบายไว้ข้างหน้าแล้ว ๑๓ ตรวจมดลูก ๑๔ ตรวจเฉพาะที่ป่วย เพื่อรู้ว่าเป็นแผลฟกช้ำ, เคล็ด, ยอก, บวม (ดังได้อธิบายไว้ข้างหน้าแล้ว) ๑๕ ตรวจอุจจาระ ทั้งถามทั้งตรวจด้วยตนเอง เพื่อรู้หยาบ, ละเอียด, สีดำ, แดง, เขียว. ขาว, เหลือง เป็นต้น ๑๖ ตรวจปัสสาวะ ทั้งตรวจและถาม เพื่อรู้สึแห่งปัสสาวะมี ดำ, แดง, เหลือง, เขียว, ขาว, ขุ่น, ข้น เบาสะดวกหรือไม่ การตรวจโรคโดยความสังเกต ๑ ตรวจสติอารมณ์เพื่อรู้ความปกติหรือความฟั่นเฟือนแห่งกำลังใจของผู้ป่วย ๒ ตรวจเสียง เพื่อรู้ว่าเสียงนั้นปกติ หรือแหบ, แห้ง, และวิปริตอย่างไร ๓ ตรวจการหายใจ เพื่อรู้อาการเร็ว, ช้า, สั้น, ยาว, หนัก, เบา ๔ ตรวจทุกขเวทนา เพื่อรู้อาการหนัก, เบาต่างๆ ที่มีกับผู้ป่วย (ทั้ง ๒ ข้อนี้ดังได้อธิบายไว้ข้างหน้า) การตรวจโดยวิธีถาม ๑ เมื่อก่อนจะเจ็บมีเหตุอย่างไร เพื่อประสงค์รู้มูลของโรคที่ได้เกิดขึ้น ๒ ล้มเจ็บมาแต่ วัน เดือน และเวลาใด เพื่อรู้ฤดูสมุฏฐาน กาลสมุฏฐาน ๓ แรกเจ็บมีอาการอย่างไร เพื่อรู้อาการหนักเบาของโรคที่เป็นมาแล้ว ๔ อาการที่รู้สึกไม่สบายในวันหนึ่ง ๆ เวลาใด เพื่อรู้กาลสมุฏฐาน ๕ อาการรักษาพยาบาลแล้ว มีอาการเป็นอย่างไร เพื่อรู้การผันแปรของโรค ๖ เจ็บมาได้กี่วัน เพื่อรู้อายุของโรคซึ่งตกอยู่ระหว่างโทษชนิดใด ๗ ผู้ป่วยอายุเท่าไร เพื่อรู้อายุสมุฏฐาน ๘ โรคประจำตัวมีอย่างไร เช่น ริดสีดวง, หืด, โรคบุรุษ ฯลฯ เป็นต้น ๙ ความประพฤติที่เป็นอยู่เนืองนิตย์ของผู้ป่วย เช่น สูบฝิ่น, ดื่มสุราและประกอบอาชีพและอิริยาบถสำหรับร่างกาย ๑๐ การนอนของคนไข้ เพื่อรู้ว่าหลับมากน้อย หลับสนิทหรือไม่ หรือไม่หลับ ๑๑ บริโภคอาหารเป็นอย่างไร ได้มากหรือน้อยมีรสอร่อยหรือไม่ ความทุกขเวทนาเป็นอย่างไร เพื่อรู้ความปวด ขัด, ยอก, จุกเสียดในที่ใด ทั้งภายใน และภายนอก ๑๓ ความรู้สึกในปาก, ลิ้น, คอ และในที่ต่างๆ เพื่อรู้เป็นปกติหรือพิการ เมื่อตรวจและถามพอกับความต้องการแล้วต่อไปเป็นหน้าที่ของแพทย์จักต้องวินิจฉัยหาเหตุและผลตามหลักของสมุฏฐานต่าง ๆ ว่าโรคที่เกิดขึ้นนี้ มีสมุฏฐานอะไรเป็นเหตุ และธาตุใดพิกัดใดพิการบ้าง รวมธาตุที่พิการมีกี่อย่าง ความรู้แผนกนี้แพทย์จะต้องรู้ให้รอบคอบทุกประการ ดังจะได้อธิบายวิธีวินิจฉัยเป็นตัวอย่างต่อไป ๓. วิธีการวินิจฉัยโรค (ทั่วไป) วิธีการวินิจฉัยโรค ๑ มูลให้เกิดโรคในคราวนี้มี ๑๒ ประการ เช่น ฤดูเปลี่ยนแปลง เป็นต้น ได้กับสิ่งใดเป็นมูลให้เกิดโรคขึ้น ๒ โรคคราวนี้ มีธาตุใด พิกัดใด ที่พิการนั้นมีกี่อย่างรวมกี่อย่าง เพื่อจะได้แก้ไขให้ตรงตามหลักของ ธาตุสมุฏฐาน ๓ ผู้ป่วยตั้งแต่แรกเป็นจนถึงวันที่ตรวจอยู่ในเกณฑ์ฤดูสมุฏฐานอะไร พิกัดอะไร ๔ ผู้ป่วยอายุอยู่ในวัยใด ในวัยนั้นเป็นอายุและสมุฏฐานอะไร พิกัดอะไร และสิ่งใดให้โทษ ๕ เวลาผู้ป่วยไม่สบาย มีการกลุ้มอกกลุ้มใจเป็นต้น หรือถึงเวลาจับไข้อยู่ในกาลสมุฏฐานใด พิกัดใดและสิ่งใดให้โทษ ๖ ตั้งแต่วันแรกป่วยจนถึงวันที่ตรวจ รวมได้กี่วันเพื่อรู้อายุของโรคนั้นตกอยู่ในโทษใด (มีเอกโทษเป็นต้น) ๗ ควรรู้ว่า ธาตุใดกำเริบ หย่อน พิการ นับตั้งแต่วัน เดือน และเวลาแรกป่วย จนถึงวันที่ตรวจ เพื่อจะได้รู้โรคคราวนี้ ตกอยู่ในส่วนใด เมื่อได้พิจารณาโดยประกอบเหตุและผลตามหลักสมุฏฐานของโรคนั้นจนปรากฏชัดเจนแล้ว ต่อไปนี้จะต้องวิจารณ์ในการรักษา และวิธีประกอบยาให้ตรงกับโรคอีกประเภทหนึ่ง ๑ โรคนี้ตามแพทย์ได้สมมุติไว้ว่า เป็นโรคอะไร และชื่อว่าโรคอย่างใด ๒ โรคนี้จะต้องใช้ยาสรรพคุณอย่างไร และยาชนิดใดแก้ จึงจะตรงกับโรค ๓ โรคนี้จะต้องแก้ธาตุใด สมุฏฐานใด พิกัดใดก่อนจึงจะควรกับโรคนั้น ๔ โรคในคราวนี้มีธาตุใด สมุฏฐานใด พิกัดใดเป็นหัวหน้าที่ให้โทษร้ายแรง (เพื่อจะได้แก้ไขเสียก่อน) ๕ เมื่อได้วางยาแก้ไขแล้ว โรคนั้นยังไม่ถอย ควรจะต้องตรวจและพิจารณาเหตุผลของโรคนั้นอีกส่วนยาก็จะต้องเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมขนานอื่น ๆ อีกต่อไป แล้วแต่จะสมควรกับโรค ต่อไปนี้จะได้อธิบายวิธีตรวจร่างกาย ดังได้จำแนกออกเป็นส่วน ๆ ตามอวัยวะทั่วไป ๑. ตรวจชีพจร ธรรมดาการตรวจโรคนั้น แพทย์จะต้องตรวจชีพจรที่ข้อมือก่อน เพราะชีพจรส่วนที่ข้อมือนั้นเป็นเส้นโลหิตที่เนื่องมาจากหัวใจตอนบน เมื่อหัวใจเต้นอย่างไรชีพจรก็เต้นอย่างเดียวกัน แต่ชีพจรนั้นมีสองแห่ง ที่ข้อมือแห่งหนึ่ง, ข้อเท้าแห่งหนึ่ง การตรวจชีพจรนั้นประสงค์ให้ความรู้ความเป็นไปของโรค และเพื่อรู้อาการของโรคนั้นน้อยหรือมาก วิธีตรวจชีพจรนั้น ต้องใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลาง หรือจะใช้นิ้วนางอีกก็ได้ ให้ตรวจที่ใต้ข้อมือห่างหัวแม่มือ ห่างจากข้อมือประมาณ ๑ นิ้ว ให้วางนิ้วลงเบา ๆ ก่อน ถ้าไม่พบที่เต้นตุ๊บ ๆ จึงกดลงให้แรง อีกเล็กน้อยก็ จะพบ เมื่อพบแล้วให้เอานาฬิกาจับดูว่านาทีหนึ่งเดินกี่ตุ๊บ การตรวจต้องสังเกตว่าชีพจรเดินเร็วหรือช้าและ หนักเบาประการใด ส่วนชีพจรเบื้องล่างนั้นอยู่ตรงหลังเท้า ทางหัวแม่เท้าห่างจากข้อเท้าประมาณ ๑ นิ้ว การตรวจต้องตรวจทั้งซ้ายและขวาทั้งมือและเท้า การตรวจต้องสำเนียกว่าการเดินของชีพจรตอนล่างและบนทั้งสองข้าง เต้นเหมือนกันหรือต่างกัน เพื่อจะได้เป็นข้อวินิจฉัยประกอบกับโรคนั้นต่อไป ลักษณะชีพจรสำหรับร่างกายที่เป็นปกตินั้น เดินเสมอไม่เร็วไม่ช้า ไม่ตื้นไม่ลึก เป็นปานกลาง ไม่โต ไม่เล็ก เต้นเสมอกันทุก ๆ ระยะ ดังจะได้อธิบายต่อไปนี้ ๑.๑ ปฐมวัย ๑. เด็กในระหว่าง ๑ เดือนชีพจรเดินนาทีหนึ่ง ๑๒๐ ถึง ๑๒๕ ตุ๊บ ๒. ๑ เดือน ขึ้นไปถึง ๓ เดือน ชีพจรเดินนาทีหนึ่ง ๑๑๕ ถึง ๑๒๐ ตุ๊บ ๓. ๓ เดือน ขึ้นไปถึง ๖ เดือน ชีพจรเดินนาทีหนึ่ง ๑๑๐ ถึง ๑๑๕ ตุ๊บ ๔. ๖ เดือน ขึ้นไปถึง ๑ ปี ชีพจรเดินนาทีหนึ่ง ๑๐๕ ถึง ๑๑๐ ตุ๊บ ๕. ๑ ปี ขึ้นไปถึง ๒ ปี ชีพจรเดินนาทีหนึ่ง ๑๐๐ ถึง ๑๐๕ ตุ๊บ ๖. ๒ ปี ขึ้นไปถึง ๕ ปีชีพจรเดินนาทีหนึ่ง ๙๕ ถึง ๑๐๕ ตุ๊บ ๗. ๕ ปี ขึ้นไปถึง ๑๐ ปี ชีพจรเดินนาทีหนึ่ง ๙๐ ถึง ๙๕ ตุ๊บ ๘. ๑๐ ปี ขึ้นไปถึง ๑๖ ปีชีพจรเดินนาทีหนึ่ง ๘๕ ถึง ๙๐ ตุ๊บ ๑.๒ มัชฌิมวัย ๑. อายุตั้งแต่ ๑๖ ปี ถึง ๒๐ ปีชีพจรเดินนาทีหนึ่ง ๘๐ ถึง ๘๕ ตุ๊บ ๒. อายุตั้งแต่ ๒๐ ปี ถึง ๓๐ ปีชีพจรเดินนาทีหนึ่ง ๗๕ ถึง ๘๐ ตุ๊บ ๑.๓ ปัจฉิมวัย ๑. อายุตั้งแต่ ๓๐ ปี ถึง ๔๐ ปีชีพจรเดินนาทีหนึ่ง ๘๐ ถึง ๗๕ ตุ๊บ ๒. อายุตั้งแต่ ๔๐ ปี ถึง ๕๐ ปีชีพจรเดินนาทีหนึ่ง ๖๕ ถึง ๗๐ ตุ๊บ ๓. อายุตั้งแต่ ๕๐ ปี ถึง ๖๐ ปีชีพจรเดินนาทีหนึ่ง ๖๐ ถึง ๖๕ ตุ๊บ ๔. อายุตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป ชีพจรเดินนาทีหนึ่ง ๕๐ ถึง ๖๐ ตุ๊บ ตามข้ออธิบายหลักของชีพจรที่เดินเป็นปกตินั้น บางคนอาจไม่ตรงตามหลักที่วางไว้ก็มี แต่เป็นส่วนน้อยแม้จะคลาดเคลื่อนกันบ้างก็ไม่ไกลกันนัก แต่หลักที่วางไว้ถือส่วนมากเป็นเกณฑ์ โดยเหตุว่าบางคนมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงเป็นปกติสมอ แม้จะมีอายุมากชีพจรก็เดินช้าผิดคนธรรมดา บุคคลทั้งสองประเภทนี้เป็นพิเศษมีบ้างก็น้อย ต่อไปนี้จะอธิบายลักษณะชีพจรที่วิปริตผิดปกติให้โทษต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ๑. เดินตื้น เต้นเร็วพอประมาณแต่แรง เม็ดอย่างกลางและเดินเสมอ (มีพิษร้อน เกิดขึ้นแต่ยังน้อย โรคนั้นเบา) ๒. เดินตื้น เต้นแรง และเร็ว เม็ดใหญ่ เดินเสมอ (มีพิษร้อน โรคนั้นอย่างกลาง) ๓. เดินตื้น เต้นแรง เดินเร็วจนนับเกือบไม่ทันเม็ดใหญ่เดินเสมอ (มีพิษร้อนจัดโรคปานกลางค่อนจะมาก) ถ้าเม็ดเล็กมีพิษร้อนจัดมากโรคชนิดนี้เป็นมาก ๔. เดินลึก เต้นช้าเม็ดใหญ่เดินเสมอ (มีกำลังน้อย อ่อนเพลีย โรคนั้นยังน้อย) ๕. เต้นลึก เต้นเร็ว เม็ดปานกลาง เดินเสมอ มีอาการให้ใจเหี่ยวแห้งหิวโหย (โรคพอประมาณ) ๖. เดินลึก เม็ดเล็ก เต้นเร็วและแรงเดินเสมอ มีอาการให้สวิงสวาย อ่อนเพลียมาก ประกอบมีพิษ (โรคนั้นปานกลาง ค่อนจะมาก) ๗. เดินตื้น เต้นเร็วและเดินแรง เม็ดใหญ่หรือเล็กปานกลาง แต่เดินไม่เสมอมีหยุด เป็นตอน ๆ นาทีหนึ่ง ๒ หรือ ๓ ครั้ง เดินสะบัดสะดุด กระแทกเป็นคราว ๆ มีพิษร้อนจัดมาก บางคราวเพ้อคลั่ง (โรคนี้หนัก แต่ยังพอรักษาได้) ๘. เดินลึก เต้นแรง และเร็วจนนับเกือบไม่ทัน เม็ดเล็กเดินไม่เสมอ มีหยุดพักเป็นระยะ ๆ บางคราวเดินสะบัดสะดุดสะท้อนขึ้น มีพิษร้อนภายในมาก ให้ร้อนกระวนกระวายใจ ระส่ำระสาย บางคราถึงกับเป็น พัก ๆ (โรคนี้ได้ ๑ เสีย ๑ ยังพอรักษาได้) ๙. เดินลึกบ้าง ตื้นบ้าง เต้นแรงจัดและเร็วมาก เม็ดอย่างกลางบ้าง เล็กบ้างเดินไม่เสมอกันในระหว่าง ๗ - ๘ ตุ๊บ หยุดครั้งหนึ่ง เดินกวัดแกว่งเหมือนงูเลื้อย มีอาการดิ้นรนกระสับกระส่ายร้อนเป็นกำลัง (โรคนี้เป็นมาก ธาตุไฟจวนจะแตก ได้ ๑ เสีย ๒) ๑๐. เดินลึกมาก เร็วจนนับไม่ทัน เม็ดเล็กที่สุดเดินไม่เป็นปกติ มีหนักเบา เหมือนนกกระพือปีก คือเดินเร็วที่สุดประมาณ ๙ - ๑๐ ตุ๊บ แล้วกลับเดินช้าดังจะหยุดประมาณ ๕ - ๖ ตุ๊บ แล้วกลับเดินช้าดังจะหยุดแล้วกลับเดินเร็วอีกเป็นพัก ๆ ในระหว่างนาทีหนึ่งหลายครั้งบางคราวเดินเหมือนเป็ดไซ้แหน คือ เดินเร็วที่สุดแล้วหยุดพักชั่วคราว แล้วเดินเร็วอีก ในระหว่างนาทีหนึ่งหลายครั้ง มีอาการสลบไสล ไม่รู้สติสมปฤดี (โรคนี้เป็นมากที่สุด แล้วแต่ธาตุไฟได้ ๑ เสีย ๓) ๒. วิธีตรวจ หทยัง (หัวใจ) หัวใจนั้น ตั้งอยู่ในทรวงอก ระหว่างโครงอันที่สี่กับห้า ติดต่อกันนับจากบนลงมา ห่างทรวงอก ๑ นิ้ว ติตราวนมข้างซ้าย หัวใจโตเท่ากำมือของผู้นั้น เป็นก้อนเนื้อ ข้างในเป็นโพรง มีสัณฐานดังดอกบัวตูมมีขั้วหัวใจทั้งตอนล่างและตอนบน หัวใจมีหน้าที่สำหรับฉีดโลหิต ให้เดินไปตามอวัยวะใหญ่น้อยของร่างกายทั่วไป หัวใจที่เป็นปกตินั้น เต้นตุ๊บ ๆ เสมอกันไม่เร็วไม่ช้า ถ้าเกิดโรคอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น การเต้นของหัวใจก็ริปริตไปต่าง ๆ คือ เต้นช้าบ้างเร็วบ้าง แต่ที่เต้นผิดปกตินั้น ย่อมให้โทษต่าง ๆ ดังได้อธิบายไว้ในวิธีตรวจชีพจรแล้ว การตรวจหัวใจ จะใช้ตรวจด้วยนิ้วมือก็ได้ ให้เอานิ้วว่างลงในระหว่างช่องซี่โครงอันที่สี่กับห้าใน ทรวงอกเบื้องซ้ายราวนม ส่วนด้านหลังอยู่ที่สะบักซ้าย หรือจะใช้การตรวจโดยฟังเสียงของหัวใจที่เต้น (การตรวจโดยวิธีฟังเสียงหัวใจเต้นนั้น แต่ครั้งโบราณท่านก็ใช้ฟังเสียงเหมือนกัน คือเอาผ้าคลุมที่ทรวงอกแล้วเอียงหูแนบเข้าไปฟัง แต่ตรวจได้เฉพาะผู้ชายและเด็ก ต่อมาใช้ฟังกล้องปากแตร มีสัณฐานเหมือนดอกลำโพงยาวประมาณสัก ๑ คืบ สมัยนี้ใช้สายยางฟัง ผลที่ได้รับความรู้ก็เหมือนกัน) โรคที่หัวใจพิการ มีหลายประเภท ๑. เป็นโรคหัวใจบวม เสียงหัวใจที่เต้นนั้นดังทึบและฝืด ไม่โปร่ง คล้ายกับมีสิ่งที่หนักทับอยู่ ชีพจร เดินช้า เม็ดใหญ่และตื้น แต่เดินเสมอกัน มีอาการให้รู้สึกคับอก อึดอัด หายใจไม่สะดวก ให้เหนื่อยเสมอ บางคราวมีหอบบ้าง อุจจาระปัสสาวะไม่สะดวก และผิวพรรณซีดขาว เป็นนานเข้าให้บวมทั่วตัวตลอดถึงหน้าแล้วจึงบวมมือและบวมเท้าภายหลัง ๒. โรคหัวใจอ่อน หัวใจเต้นเบาเสียงเล็กดังตึ้ก ๆ และช้า ชีพจรเดินลึก เม็ดขนาดกลาง เดินช้า และเบาให้อ่อนเพลียนักเป็นลมบ่อย ๆ นอนไม่ค่อยหลับ แม้หลับก็ไม่สนิท ตื่นง่าย สะดุ้ง และตกใจง่าย ถ้าเกิดความตกใจมักเป็นลมเสมอ บางคราวคล้ายหัวใจจะหยุดก็มี ๓. โรคหัวใจฝ่อ เสียงที่หัวใจเต้นดังฟืด ๆ แฟด ๆ คล้ายท่อแป๊บรั่วหรือยางรถรั่ว ชีพจร เดินตื้น เม็ดเล็ก เดินเร็วบ้าง หนักบ้าง เบาบ้าง เสมอบ้าง ไม่เสมอบ้าง ใจเหี่ยวแห้ง ไม่ชุ่มชื่น ง่วงเหงา เศร้าใจวิตก หวาดกลัว เป็นทุกข์ จิตฟุ้งซ่านไม่สงบ โกรธง่าย หงุดหงิด นอนไม่หลับ ถ้าเป็นอยู่นาน หรือเป็นมากให้คลุ้มคลั่ง สติอารมณ์ไม่ปกติ คุ้มดีคุ้มร้าย พูดจาฟั่นเฟือนไม่ได้เรื่องต่อไปเสียจริตได้ ๓. ตรวจเส้นอัษฏากาศ คือ เส้นขั้วหัวใจเบื้องบน สำหรับเป็นทางให้โลหิตฉีดออกจากหัวใจ เดินไปตามเส้นใหญ่น้อย ในตอนบนของร่างกาย อยู่ใต้คอหอยลงมาทางเบื้องซ้ายประมาณ ๑ นิ้วเศษ การตรวจต้องตรวจที่ซอกไหปลาร้าติดต่อกับคอ ข้างหน้ามีเส้นโลหิตเดินทั้งสองข้าง ถ้าตรวจพร้อมกัน ๒ ข้าง เกรงว่าเมื่อเอามือไปกดถูกเส้นเข้าแล้วโลหิต ที่เดินในเส้นนั้น จะเดินไม่สะดวกเกิดโทษได้ หรือจะไปตรวจที่ชีพจรที่ข้อมือทั้ง ๒ ข้างก็ได้ เพราะเส้นชีพจรที่ข้อมือ ก็เนื่องมาจากเส้นขั้วหัวใจตอนบน ลักษณะที่เต้นเป็นปกติ หรือวิปริต เม็ดที่เต้นก็เหมือนกับดังได้อธิบายไว้ในการตรวจชีพจรแล้ว ลักษณะเส้นอัษฏากาศที่จะพิการนั้น เนื่องด้วยโลหิตที่ฉีดออกจากหัวใจเดินไปตามหลอดเส้นนั้นขัดข้อง เป็นเพราะเส้นอัษฏากาศนั้นตีบ หรือเกิดเม็ดขึ้นในเส้น โดยถูกความร้อนและเย็นเกินประมาณโลหิต ที่เดินตามหลอดเส้นนั้น เดินไม่สะดวกจึงเกิดเป็นพิษ พิษนั้นก็กลับเข้าไปทำให้หัวใจพิการจึงเกิดเป็นโรคอันร้ายแรงขึ้น เช่น ลม ๖ ประการคือ ลมชิวหาสดมภ์, มหาสดมภ์, ทักขิณโรธ, ตะติยาวิโรธ, กาฬสิงคลี, ลมอีงุ้มอีแอ่น เป็นต้น ลม ๖ ประการนี้เป็นอันสำคัญ และยิ่งมีโรคอื่น ๆ อีกหลายประการ ๔. ตรวจเส้นสุมนา เส้นสุมนา เป็นขั้วหัวใจตอนล่าง สำหรับเป็นทางให้โลหิตฉีดออกจากหัวใจเดินไปตามเส้นโลหิตใหญ่น้อยของร่างกายในตอนล่างทั่วไป อยู่ในระหว่างทรวงอกเหนือลิ้นปี่ขึ้นไป ๑ นิ้ว วิธีตรวจ ให้เอานิ้วสอดเข้าไปใต้ลิ้นปี่ กดลงเบา ๆ อย่าให้แรง ก็จะพบเม็ดที่เต้นเป็นปกติหรือวิปริต เหมือนกับดังได้อธิบายไว้ในวิธีตรวจชีพจร การตรวจเส้นสุมนานั้นเพื่อจะให้รู้ความเป็นไปของขั้วหัวใจหรือหัวใจตอนล่าง เพื่อรู้อาการของโรคที่เป็นนั้นหนักหรือเบา เส้นสุมนาที่พิการนั้น เนื่องจากโลหิตที่ฉีดออกจากหัวใจเดินไปตามหลอดเส้นนั้นขัดข้อง เพราะเส้นสุมนานั้นตีบ หรือเป็นเม็ดขึ้นในเส้น โลหิตที่เดินตามเส้นเดินไม่สะดวก จึงเกิดพิการขึ้น อีกประการหนึ่ง ถูกเส้นอิทา เส้นปิงคะลาเบียด, บีบ หรือทับเส้นสุมนานั้นเสีย เมื่อโลหิตออกจากหัวใจตกมาถึงเส้นนั้นก็ เดินไม่สะดวก จึงเกิดเป็นพิษ พิษนั้นก็กลับเข้าไปทำให้หัวใจพิการ ทำให้เกิดโรคอันร้ายแรงต่าง ๆ เช่น ลม ๖ ประการ คือ ลมราทยักษ์, กุมภัณฑยักษ์, บาดทะจิต, พุทธยักษ์, อัศมุขี และลมอินทรธนู (ดังแจ้งในคัมภีร์ชวดาร) เมื่อแก้หายแล้วบางคราวกลายเป็นอัมพาตไป และยังมีอาการที่ร้ายแรงอีกหลายอย่าง ๔. ตรวจเส้นอัมพฤกษ์ ๕. ตรวจเส้นอัมพฤกษ์ เส้นนี้อยู่ที่เหนือสะดือขึ้นไป ๑ นิ้วเศษ เป็นเส้นเนื่องมาจากเส้นสุมนา สำหรับรับโลหิตที่ออกจากเส้นสุมนาจ่ายไปตามอวัยวะตอนล่างทั่วไป มีขาและเท้า เป็นต้น ลักษณะที่เส้นของเส้นนี้จะพิการหรือปกตินั้น เช่นเดียวกับวิธีการ ตรวจชีพจร เส้นอัมพฤกษ์ที่พิการนั้น เนื่องจากเอ็นที่รองรับของเส้นนี้ เป็นเม็ดของแข็ง หรือตึงดันเส้นอัมพฤกษ์ ให้โค้งขึ้นมาเมื่อแข็งหรือตึงเกินประมาณ เมื่อโลหิตเดินมาถึงเส้นนี้ก็เกิดขัดข้อง จะจ่ายไปตามเส้นอื่น ๆ ไม่สะดวก โลหิตในเส้นนั้นก็มีพิษขึ้น จึงเกิดโรคต่างๆ ขึ้นหลายประการ เช่น โรคอัมพฤกษ์กำเริบทำให้ นอนไม่หลับ สะทกสะท้านกระตุกตามเส้นหัวใจสั่น เต้นสะดุ้ง สะบัดร้อนสะบัดหนาว สั่นเหมือนไข้จับและมีอาการอื่นอีกหลายอย่าง การตรวจเส้นอัมพฤกษ์เพื่อรู้ความหนักเบาของโรคและร่างกายในส่วนนั้นว่าปกติหรือพิการ ตรวจเส้นอัมพฤกษ์แล้วไม่ต้องตรวจเส้นชีพจรข้อเท้า เพราะเส้นชีพจรข้อเท้าเนื่องไปจากเส้นอัมพฤกษ์ การที่ต้องตรวจหัวใจ และเส้นสุมนา, เส้นอัษฏากาศ หรือเส้นอัมพฤกษ์ ตลอดทั้งชีพจร เพราะเหตุว่า โรคบางอย่างบางคราวหัวใจปกติ แต่ขั้วหัวใจตอนบนหรือตอนล่างพิการก็มี บางคราวหัวใจตอนบนผิดปกติ ตอนล่างพิการก็ได้ บางโรคหัวใจภายนอกพิการภายในปกติ โรคชนิดหนึ่งเนื่องมาแต่เหตุอื่น ๆ แล้วมาทำให้ ขั้วหัวใจ หัวใจตอนล่างและบนพิการ ต่อเมื่อแก้ไขเหตุนั้นเป็นปกติดีแล้ว หัวใจและขั้วหัวใจก็เป็นอย่างเดิม โรคบางอย่างเกิดขึ้นแต่หัวใจและขั้วหัวใจทั้ง ๒ ขึ้นเองก็มี ฉะนั้นการตรวจต้องตรวจให้ทั่วทุกอย่าง เพื่อจะได้รู้ว่าส่วนนั้นปกติ ส่วนนั้นพิการ โรคนี้มาแต่เหตุอื่น ๆ หรือเป็นขึ้นกับหัวใจ ขั้วหัวใจทั้ง ๒ โดยตรง เพราะวัตถุทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นหลักอันสำคัญของร่างกาย แม้อวัยวะส่วนใดของร่างกายปกติ ถ้าหัวใจหรือขั้วหัวใจพิการย่อมแก้ไขยาก หากอวัยวะส่วนอื่นจะพิการหลาย ๆ อย่าง แต่วัตถุทั้ง ๓ ประการยังดีอยู่ ย่อมจะแก้ไขได้สะดวก ๕. ตรวจปอด (ปับผาสัง) ๖. ตรวจปับผาสัง (ปอด ) ปอดนั้นมี ๒ ข้าง ซ้ายและขวา ตรงนมเข้าไปมีเส้นโลหิตติดต่อกับหัวใจทั้ง ๒ ข้าง ปริมาณของปอดนั้นอยู่ในบริเวณรอบฐานนม ตัวปอดนั้นเป็นก้อนเนื้อนิ่มสดใส มีเสมหะประจำหล่อเลี้ยง ปอดให้ชุ่มอยู่เสมอ ปอดมีหน้าที่ทำให้เกิดลมหายใจเข้าออกอยู่เป็นนิตย์ ปิดส่วนหลังอยู่ตรงใต้สะบักทั้ง ๒ ข้าง การตรวจต้องตรวจหน้า, หลัง, ซ้าย, ขวา ข้างหน้าตรวจตามฐานนม รอบทั่วข้างหลังให้ตรวจตามท้ายสะบักตลอดถึงชายโครง เพื่อจะรู้ว่าตอนใดพิการและปกติ ลักษณะปอดที่ปกติมีเสียงดังฟูด ๆ เหมือนชักสูบดังเสมอกันไม่หนัก ไม่เบา ไม่เร็ว ไม่ช้า โปร่ง ส่วนปอดพิการ มีเสียงดังฮึด ๆ เหมือนแมวหายใจ บางคราว เสียงดังครึด ๆ ฟืด ๆ เสียงนั้นทึบ ไม่โปร่ง เดินเร็วบ้าง ช้าบ้าง ไม่ปกติ ลักษณะปอดพิการนั้น คือ ๑. โรคปอดบวม เนื่องมาแต่ไข้หวัดใหญ่ มีอาการไอ เหนื่อย หายใจไม่สะดวก ๒. เกิดจากพิษไข้ พิษกาฬทำให้หอบเป็นกำลัง ร้อนในกระหายน้ำ ๓. ฝีในปอด (วัณโรค) และยังมีโรคอื่นอีกหลายประการ ๖. ตรวจตับ (ยกะนัง) ๗. ตรวจยกะนัง (คือ ตับ) ตับนั้นอยู่ที่ชายโครงขวา มีตับแก่อย่างหนึ่ง ตับอ่อนอย่างหนึ่งติดต่อกัน การตรวจตับ ให้ตรวจที่ ใต้สวาบข้างชายโครงขวา เอานิ้วสอดเข้าไปตามชายสวาบให้ตลอดทั่วชายโครง ถ้าตับปกติก็จะไม่ปรากฏที่แลบหรือเป็นก้อนอย่างใด วิธีตรวจอีกอย่างหนึ่ง เอามือซ้ายคว่ำลงที่บนชายโครงแล้วเอามือขวาเคาะมือที่คว่ำนั้น ถ้ามีเสียงดังติ๊ก ๆ รู้สึกโปร่งไม่ทึบ อย่างนั้นเป็นปกติ ส่วนตับที่พิการมีเสียงดังปุ ๆ และฟ่าม ไม่แน่น และบางทีมีเสียงแกร่งแข็งกระด้าง อาการที่พิการนั้นมีหลายประการ เช่น ๗.๑ โรคตับบวม มีเสียงดังปุ ๆ ที่ชายโครงนูนสูงขึ้น รู้สึกอึดอัดตามชายโครง ปวดเสียดตามชายโครงถึงหัวใจ หายใจเสียวในหัวใจ ถ้านอนแน่นหายใจไม่ออก ต้องนั่งจึงสบาย บวมมือและเท้า สะท้านร้อนและหนาวดังเป็นไข้ ๗.๒ ถ้ากาฬขึ้นตับหรือเป็นฝีที่ตับ ให้ชายโครงบวม มีสีดำ, แดง, เขียว, ช้ำเลือด ช้ำหนอง บางคราวเป็นเม็ดผื่นมีพิษร้อนที่ชายโครง ให้ร้อนและปวดเจ็บที่ตับ บางคราวอาเจียน และลงเป็นโลหิต ยังมีอาการ ต่าง ๆ อีกหลายอย่าง ๗.๓ โรคตับย้อย การตรวจนั้นให้เอานิ้วมือสอดเข้าไปที่ใต้ชายโครง จะพบชิ้นเนื้อเหมือนลิ้นหมูแลบออกมาจากชายโครงห่าง ๑ นิ้วเศษ มีอาการเป็นไข้จับสั่นเสมอ ร่างกายซูบซีดผอม เหลือง และอาการอื่น ๆ อีกหลายชนิด ๗.๔ โรคตับโต การตรวจให้เอามือเคาะที่ชายโครง มีเสียงทึบ, ไม่โปร่ง, แข็งกระด้าง, ไอแห้ง, ผอมเหลือง, ผิวซีดขาว, ตาขาว, ปัสสาวะขาว, กินไม่ได้, นอนไม่หลับ ตับพิการนั้นยังมีโรคอื่นอีกหลายชนิด ๘. ตรวจวักกัง (ม้าม) ม้ามนั้นอยู่ที่ชายโครงด้านซ้าย ติดข้างกระเพาะอาหาร การตรวจให้เอามือซ้ายคว่ำลงที่ชายโครงซ้าย แล้วเอามือขวาเคาะมือซ้ายที่คว่ำนั้น ถ้ามีเสียงดังติ๊ก ๆ และโปร่งอย่างนั้นปกติ อีกอย่างหนึ่งให้เอานิ้วมือสอดเข้าไปใต้ชายโครง ถ้าม้ามปกติ ก็ไม่ปรากฎที่ย้อยหรือแลบออกมา ส่วนม้ามที่พิการนั้นมีอาการดังนี้ ๘.๑ ม้ามบวม บวมที่ชายโครงเหมือนอกเต่า เอามือเคาะเสียงดังปุ ๆ ที่บวมนั้นสากชา สะบัดร้อนสะบัดหนาว หายใจเสียวซ่านไปถึงหัวใจ ขัดยอกไปตามชายโครงข้างซ้ายไปแถบหนึ่ง ถ้าเป็นมากนอนไม่ได้ แน่น ปวดที่ม้ามเป็นกำลัง ๘.๒ ม้ามย้อยนั้น ย้อยแลบออกมาจากชายโครง (บางตำราเรียกว่า ป้าง) เอานิ้วมือสอดเข้าไป ใต้ชายโครง จะปรากฏเป็นก้อนเนื้อเหมือนลิ้นหมูแลบออกมา มีอาการผอมเหลืองซูบซีด ลักษณะม้ามพิการนั้น ยังเป็นโรคอีกหลายชนิด คือ ๑ อันตัง คือ ลำไส้ใหญ่ติดต่อกับลำไส้น้อยนับเป็นสองตอน คือ ตอนบนตั้งแต่ปากรวมถึงกระเพาะอาหาร ตอนล่างต่อจากลำไส้น้อยถึงทวารหนัก มีหน้าที่ที่สำคัญ ๒ อย่าง คือ อาหารเช่นเดียวกับ ลำไส้น้อย ๑) มีหน้าที่ย่อยอาหาร ๒) มีหน้าที่ขับกากอาหาร หรืออุจจาระออกจากร่างกายเมื่อพิการ วิธีตรวจ โดยสังเกตอาการที่แสดงออกมา มีอาการให้วิงเวียน นัยน์ตาพร่า ถ้ายืนตรงให้มีอาการ เรอ ให้หาว ให้สะอึก ให้ขัดอก เมื่อยเอว เมื่อยหลัง และเส้นรัตตฆาต เสียดสองราวข้างบ่อย ๆ ให้ร้อนท้องร้อนคอ เป็นลมโฮก อุจจาระให้ตกเลือดตกหนอง ๒ อันตะคุณัง คือ สำไส้น้อยลักษณะเป็นท่อนกลมยาว ติดต่อกับกระเพาะอาหารจนถึงลำไส้ใหญ่อันล่าง มีหน้าที่ย่อยอาหารต่อจากกระเพาะอาหาร ตรวจโดยใช้วิธีสังเกตดูอาการ เมื่อพิการมักให้ พะอืดพะอม ท้องขึ้น ท้องพอง มักเป็นมานกระษัย บางที่ให้ลงท้อง ตกมูกเลือด ให้อาเจียน ให้ปวดขบในท้องขัดอก กินมิได้ ให้เหม็นอาหาร สมมติกันต่าง ๆ ว่าเป็นไส้ตีบ กลืนอาหารมิลง กระเพาะอาหาร เป็นที่พักอาหาร สันฐานคล้ายรูปกระเป๋าอยู่ในชายโครง โค้งห้อยอยู่ข้างซ้าย ต้นขั้วกระเพาะอยู่ตรงทรวงอกที่ลิ้นปี ปลายกระเพาะเฉียงไปอยู่ขวา กระเพาะอาหาร มีเนื้อ ๓ ชั้นขวางไขว้กัน ชั้นนอกเหนียวแข็งแรง ชั้นสองในเนื้อนั้นขวางไขว้ ชั้นที่สามคือชั้นใน มีเส้นโลหิตเม็ดต่อมภายในใช้สำหรับขับน้ำย่อยละลายอาหารที่กินลงในกระเพาะอาหารนี้มี ๒ ช่อง ช่องหนึ่งอาหารที่กลืนลงไปตามหลอดอาหารเลื่อนเคลื่อนเข้า ต้นกระเพาะช่องที่สองเลื่อนไหลลงสู่ไส้น้อย เมื่อพิการมีอาการให้อาเจียน ให้ท้องเดินให้ปวดท้อง จุกเสียด รับประทานอาหารเข้าไปไม่ย่อย ทำให้แน่นท้อง อาหารเป็นพิษทำให้ท้องขึ้นท้องอืดเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว รับประทานอาหารอิ่ม บางทีก็ทำให้ปวดท้องมีอาการเบื่ออาหาร บางทีก็เกิดแผลขึ้นในกระเพาะอาหารเวลาไปอุจจาระมีโลหิตเจือปน ๗. ตรวจไต (ปิหะกัง) ๙. ตรวจปิหะกัง (ไต) ไตมีสองไตขวาและช้าย ตรงบั้นเอวเข้าไป ๒ ข้างสำหรับกลั่นกรองน้ำปัสสาวะ รูปคล้ายเม็ดทองหลาง ต้นขั้วใหญ่ปลายเรียวเล็ก มีหลอดออกไปทั้ง ๒ ข้าง ทอดไปถึงกระเพาะปัสสาวะที่ท้องน้อย สำหรับให้น้ำปัสสาวะเดินลงสู่กระเพาะเบา วิธีตรวจ ให้เอามือคลำ หรือกดที่ท้องน้อยที่หัวเหน่า ข้างหัวเหน่าขึ้นมา ๒ นิ้วทั้ง ๒ ข้าง ถ้าไตปกติจะไม่ปรากฏเป็นก้อนหรือขอดแข็ง และให้ตรวจที่ตอนหลัง ตรงบั้นเอวทั้ง ๒ ข้างอีกแห่งหนึ่ง ถ้าปกติในที่นั้นไม่มีการบวมหรือฟกช้ำ ลักษณะไตพิการ ๑. ไตบวม มีอาการให้ตึงที่ข้างท้องน้อย เป็นก้อนแข็ง ยาวรีโตประมาณผลแตงกวาใบเล็ก ถ้ายืดท้องให้เจ็บปวด เสียวที่ท้องน้อยถึงบั้นเอว ให้ขัดแน่นในอก ส่วนข้างหลังบวมเป็นลื่น ๆ ทั้ง ๒ ข้าง เมื่อยปวดที่บั้นเอว ปัสสาวะไม่สะดวก ถ้าเป็นนานวันให้บวมทั้งตัวตลอดหน้า, มือ, เท้าทั้ง ๒ ข้าง อ่อนเพลียไม่มีแรง ๒. ไตอักเสบ เนื่องจากท้องน้อยหรือบั้นเอวถูกของแข็ง เจ็บปวดท้องน้อยและบั้นเอว ปวดปัสสาวะ ปัสสาวะไม่ออก ถึงออกก็ออกไม่มาก หยดน้อยเหมือนช้ำรั่วและยังมีโรคอื่นอีก ฯลฯ ๘. ตรวจกระเพาะปัสสาวะ ๑๐. ตรวจกระเพาะปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะเป็นที่พักน้ำเบา ซึ่งกรองออกมาจากไตแล้ว ตั้งอยู่ในช่องท้องน้อยเหนือขึ้นไปประมาณ ๒ นิ้ว เยื้องไปทางขวาเล็กน้อย มีสัณฐานเหมือนขวดนมที่เด็กกิน ปากกระเพาะเบื้องบนติดกับ หลอดไต วิธีตรวจ ให้คลำดูที่ท้องน้อย อย่าให้แรง ถ้าปกติในที่นั้นเรียบ ไม่บวมหรือนูน เวลาเอามือกดลง ไม่รู้สึกเจ็บปวด ลักษณะกระเพาะพิการ มีดังนี้ ๑๐.๑ กระเพาะบวม บวมนูนขึ้นที่ท้องน้อย ปวดเจ็บเสียวซ่านตามหัวเหน่า มีพิษแสบร้อนเมื่อจะปัสสาวะให้ปวดที่กระเพาะดังจะแตก ปัสสาวะร้อนและแดงจัด บางคราวแดงคล้ำเหมือนเลือด ปวดเป็นกำลัง นั่งลุกไม่สะดวก ๑๐.๒ กระเพาะเบาเป็นแผล เนื่องจากน้ำปัสสาวะกัดบางคราวเกิดจากกามโรค มีอาการปัสสาวะเป็นโลหิตสด ๆ บางคราวช้ำเลือดช้ำหนอง - ปวดและแสบร้อน ปัสสาวะไม่ออก กระเพาะพิการนี้ยังมีอาการ อีกหลายอย่าง ๙. ตรวจมดลูก ๑๑. ตรวจมดลูก มดลูกตั้งอยู่ที่ตรงท้องน้อย เหนือหัวเหน่าขึ้นไปประมาณ ๒ นิ้วเศษ อยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะเยื้องกันเล็กน้อย มดลูกเป็นเนื้อยืด - หดได้ในตัว มีสัณฐานคล้ายรูปโทร หรือครกดินที่ต่อก้นออก ภายในมดลูกเป็นโพรงสำหรับโลหิตฤดูเกิดในที่นั้น และมีปีกแผ่ออกไป ๒ ข้างซ้ายขวา มีเส้นเอ็นยึดเกาะอยู่ที่ขื่อตรงหัวตะคาก ๒ ข้าง มิให้เคลื่อนตัว วิธีตรวจ ให้เอามือคลำที่ท้องน้อย แล้วเอานิ้วกดลงแต่พอควร ถ้ามดลูกปกติ ไม่มีอาการบวมและเจ็บปวด เรียบเป็นปกติอย่างธรรมดา ลักษณะมดลูกพิการ ๑ บวม มีอาการเจ็บปวดที่ท้องน้อย และบวมเป็นกะเปาะขึ้นมาเหมือนหญิงมีครรภ์ เวลากระดิกตัวลุกนั่งให้ปวดเป็นกำลัง บางคราวทำให้ขัดอุจจาระและปัสสาวะก็มี กับทั้งเมื่อยปวด ที่บั้นเอวถึงก้นกบ ๒ ฝีในมดลูก มีอาการปวดที่มดลูกตุ๊บ ๆ ปวดร้าวที่ท้องน้อย ที่พื้นท้องที่ตรงมดลูกตั้งอยู่มีพิษร้อน ถ้าฝีตั้งหนอง ปวดสาหัส เมื่อฝีแตกแล้วมีเลือดและหนองออกมาทางช่องทวาร การเจ็บปวดค่อยเบาลง ลักษณะมดลูกพิการยังเป็นโรคประเภทอื่นอีกหลายชนิด ๑๐. ตรวจร่างกายภายนอก ๑๒ วิธีตรวจร่างกายภายนอก ให้เอาหลังมือแตะตามตัวตลอดไป คือ ๑๒.๑ ตรวจที่ศีรษะและหน้าผาก ๑๒.๒ ที่ขมับทั้ง ๒ ข้าง เพื่อรู้กำลังโลหิตที่ขึ้นไปสู่สมองเพราะเส้นขมับทั้ง ๒ ข้าง เป็นทางให้โลหิตเดินเข้าไปหล่อเลี้ยงมันสมอง ๑๒.๓ ตรวจที่ซอกคอทั้ง ๒ ข้าง ตามทรวงอก เพื่อรู้ความร้อนเย็น ๑๒.๔ ตรวจตามสวาบท้องไปถึงท้องน้อย แขนขาตลอดปลายมือปลายเท้า เพื่อรู้ความร้อนเย็นจะเสมอหรือต่างกันต้องสังเกตว่า มีอาการฟกบวม เป็นเม็ด เป็นตุ่ม เป็นผื่น เขียว ขาว ดำ แดงที่ใดบ้าง ถ้าเป็นไข้ตัวร้อนจัด ให้ตรวจที่จอนหูและราวคอ ตลอดถึงขากรรไกร ที่ซอกรักแร้ หน้าขาทั้ง ๒ ข้าง ส่วนข้างหลังนั้น ให้ตรวจดูแต่กระหม่อมและท้ายทอย ราวผมตกให้ทั่วถึงเกลียวคอทั้ง ๒ ข้าง ที่ท้ายสะบักและเส้นข้างกระดูกสันหลัง กับเส้นบั้นเอว ซ้าย ขวา เมื่อเห็นเป็นเม็ด ผื่น บวม ต้องพิจารณาให้แน่นอน ว่าด้วยการตรวจโรคทั่วไป ๑. การตรวจโรคด้วยวิธีเทอร์โมมิเตอร์วัดไข้และสัมผัสคนไข้ ร่างกายของมนุษย์ทุก ๆ คนในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่มีวิถีของเส้นโลหิต ดำ แดง เล็กใหญ่ก่ายระเกะระกะทั่วสรรพางค์กาย มีโลหิตแล่นไปตามท่อโลหิตไปทั่วทุกแห่งตลอดร่างกาย การตรวจด้วยวิธีสัมผัสนั้น กล่าวคือ สัมผัสดูการเปลี่ยนแปลงความร้อนของโลหิตและดูการเต้นของชีพจรดังต่อไปนี้ ๑.๑ ดูความร้อนของร่างกาย มีที่ทราบได้คือ ๑.๑.๑ ใช้มือแตะที่หน้าผากและข้างคอ เพื่อทราบกำลังความร้อนว่าพิษไข้ ทำให้มีความร้อนเท่าใด ๑.๑.๒ ใช้ปรอทวัด เพราะเป็นวิธีที่แม่นยำกว่าใช้มือแตะ ๑.๒ ที่ขมับทั้ง ๒ ข้าง ตรงเหนือหูเฉียงมาทางหน้าผากประมาณ ๑ นิ้ว ๑.๓ ที่โคนขากรรไกรทั้ง ๒ ข้าง ๑.๔ ที่ใต้ตาตุ่มในทั้ง ๒ ข้าง ๒. การตรวจความร้อนด้วยเทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ การตรวจไข้ต่าง ๆ ด้วยปรอทนั้นจะเป็นวิธีอย่างสมัยใหม่ก็ตาม แต่ก็มีประโยชน์ควรใช้อย่างยิ่ง ดังจะแนะนำต่อไปนี้ คือ การตรวจด้วยปรอท ปรอทวัดความร้อนของไข้มีอยู่ ๓ ชนิด คือ ๑. ฟาเรนไฮต์ ๒. เซนติเกรด ๓. โรเมอร์ แต่ในประเทศไทยเรานิยมใช้อยู่เพียง ๒ ชนิด คือ ฟาเรนไฮด์ กับเซนติเกรด การตรวจปรอท เพื่อ ทดลองความร้อนด้วยวิธีดังนี้ คือ ให้คนไข้อมปรอทไว้ใต้ลิ้น เวลาประมาณ ๑ นาที ถ้าคนไข้อมไม่ได้ ให้ใช้ใส่ไว้ที่ใต้รักแร้ประมาณ ๒ นาที เด็กเล็ก ๆ โดยมากมักต้องสอดเข้าทางรูทวารหนัก เพื่อความสะดวกที่เด็กจะดิ้นรนไม่ชัดแก่การตรวจ (แต่ใส่รักแร้ต้องเพิ่มดีกรีที่ได้อีก ๒ ดีกรี) การเทียบให้เทียบกำลังความร้อนของไข้ซึ่งจะปรากฏดังนี้ อันเป็นกำลังความร้อนซึ่งแตกต่างกันระหว่างปรอท ๒ อย่างในอันเดียวกันดังกล่าวนั้น ๔๑ ซ. – ๑๐๖ ฟ. ขึ้นไป อาการหนัก มักไม่รอด ๔๐ ซ. – ๑๐๔ ฟ. เข้าเขตไข้พิษ ๓๗ ซ. – ๙๘.๓ ฟ. ไม่มีไข้ ซ. หมายความว่า เซนติเกรด ฟ. หมายความว่า ฟาเรนไฮต์ คนไข้ถ้ามีอาการธรรมดาไม่มีไข้ โดยมากปรอทอยู่ในระดับ ๓๗ ซ. - ๙๘.๓ ฟ. แต่บางคนมีไข้ปรอท จะขึ้นถึง ๑๐๐ ฟ. หรือ ๓๗ ซ. เศษก็มี ทั้งนี้เพราะผู้นั้นมีกำลังความร้อนของโลหิตสูงกว่าธรรมดา โดยมากเนื่องมาจากเป็นผู้ที่แข็งแรงและโลหิตงาม ในเขตปรอทวัดความร้อนขึ้นถึง ๔๐ ซ. และ ๑๐๔ ฟ. นั้น คนไข้มักมีอาการเพ้อ กระวนกระวาย ตัวร้อนจัดตาแดงเข้ม เพราะอยู่ในขีดไข้พิษจัด หรือเรียกว่าเป็นไข้พิษแล้ว ส่วนไข้ที่มีความร้อนของปรอท ต่ำกว่า เรียกว่า ไข้ธรรมดา คนไข้ที่วัดปรอทมีความร้อนตั้งแต่ ๔๑ ซ. และ ๑๐๖ ฟ. นั้น คนไข้นั้นมีอาการหนักที่สุดโดยมาก ไม่รอด แต่เคยมีคนไข้บางคนที่เป็น สันนิบาตหน้าเพลิง อาจวัดปรอทได้ความร้อนสูงถึง ๑๐๖.๕ ฟ. หรือ ๔๑.๗ ซ. แต่คนไข้นั้นหาตายไม่ก็มี (บางทีจะเนื่องจากการปฏิบัติเยียวยา ให้ลดกำลังความร้อนของโลหิต โดยทันทีก็เป็นได้) ดังกล่าวมาแล้วพอเป็นสังเขปของการตรวจไข้ โดยอาการใช้ปรอทวัด ๒ ชนิด ที่นิยมใช้ในประเทศไทยเวลานี้ ปรอทชนิดฟาเรนไฮต์ และเซนติเกรด ทั้ง ๒ ชนิดนี้การแบ่งดีกรีผิดกัน คือ เซนติเกรด เกรดตั้งแต่ ๓๕ ดีกรี จนถึง ๔๒ ดีกรี ฟาเรนไฮต์เริ่มตั้งแต่ ๙๕ ดีกรึ ถึง ๑๐๐ ดีกรี สำหรับฟาเรนไฮต์ในระหว่างดีกรีหนึ่ง ๆ แบ่งเศษเป็น ๕ เศษ ส่วนเซนติกรดแบ่งเศษเป็น ๑๐ เศษ ๓. การตรวจชีพจร การตรวจชีพจรนี้ มีที่ ๆ ใช้ตามปกติอยู่คือที่ ๒ ข้อมือตอนริมที่สุดด้านนอก เมื่อเราใช้มือสัมผัสจะทราบได้ว่าเต้นตุบ ๆ ชีพจรนี้ตามหลักการสังเกตของชีพจรโดยมากคนธรรมดามักเต้นตั้งแต่ ๗๒ ตุบ ถึง ๑๐๐ ตุบต่อนาที เมื่อเทียบได้ดังนี้ คือ คนธรรมดา ชีพจรประมาณ ๗๒ - ๑๐๐ ต่อ ๑ นาที คนไข้ ชีพจรประมาณ ๑๐๐ - ๑๒๐ ต่อนาที ฯลฯ และสูงกว่านี้ วิธีตรวจชีพจร ให้คนไข้เหยียดมือ อย่าทับแขน เพราะจะทำให้โลหิตเดินไม่สะดวก ให้ใช้นิ้วชี้หรือนิ้วกลางจับที่เส้นเพราะนิ้วหัวแม่มือมีเส้นที่เต้นได้บ้าง ให้กดตรงเส้นแรกพอสมควร ให้สังเกตตุบของชีพจร คือ เร็วและช้ากับแรงและเบา คนปกตินอนนิ่ง ๆ ไม่ได้รับประทานสุรา และยาบำรุงหัวใจ ชีพจรจะเต้นนาทีละ ๗๒ ตุบเป็นประมาณ ถ้าเด็กเต้นเร็วกว่าผู้ใหญ่ ผู้หญิงเต้นเร็วกว่าผู้ชายบ้าง และให้สังเกตระยะที่เต้นว่าเสมอหรือมีพักสังเกตตุบหนักเบาและโลหิตเดินเต็มเส้นหรือเปล่า สังเกตเป็นเส้นเล็กหรือใหญ่ หนัก เบา เช่น ๑. ถ้าชีพจรเต้นแรงเต็มเส้น มักเป็นด้วยอาการพิษ ๒. ถ้าชีพจรเต้นช้าแรง หรือช้าอ่อนเป็นโดยกำลังน้อย ๓. ถ้าชีพจรเต้นเร็วแต่อ่อน มักเป็นด้วยกำลังอ่อน ทั้งนี้ต้องเอาอาการโรคต่าง ๆ มาเปรียบกับอาการความร้อนและชีพจร เพื่อให้รู้กำลังไข้และกำลังคนต้องอาศัยความพิการ และอาการเข้าประกอบกันจึงจะเป็นการแน่ อนึ่ง เส้นชีพจรของผู้ใหญ่ เต้นนาทีละ ๗๒ ถึง ๘๐ ตุบ เด็กเพิ่งคลอดเต้นนาทีละ ๑๓๐ ถึง ๑๕๐ ตุบ เด็กอายุ ๒ ขวบ เต้นประมาณนาทีละ ๑๐๐ ตุบ เมื่อมีอายุมากขึ้น ชีพจรก็เต้นช้าลงตามลำดับ คนไข้หนักที่ใกล้จะสิ้นชีวิต หรืออาการร่อแร่ลักษณะของชีพจรมักจะเต้นดังนี้ ๑. เร็วที่สุด แล้วก็หยุด หรือ ๒. ช้าที่สุด แล้วก็หยุด หรือ ๓. เต้นไม่เป็นจังหวะ ๔. การตรวจร่างกายทั่วไป ดูความร้อนเย็นของส่วนปลายวิถีประสาท ส่วนปลายอวัยวะให้จับที่ ปลายมือปลายเท้าว่าคนไข้อาการร้อนเย็นอย่างใด ถ้าเย็นคนไข้นั้นมักจะโลหิตเดินไม่ไปตลอดถึงส่วนปลาย วิถีประสาท ซึ่งเป็นเวลามีหรือใกล้มีไข้ ดูอาการม้ามบวมย้อย วิธีนี้เป็นวิธีตรวจคนไข้ที่เป็นป้างหรือไข้ป่า ซึ่งไข้นั้นทำให้ม้ามย้อย โดยการอักเสบของพิษไข้ เราจะตรวจได้คือ ใช้มือกดที่ชายโครงที่สุดตอนด้านซ้ายจะพบม้าม ถ้าบวมย้อยลงมาและมีระยะ แบ่งอาการของม้ามย้อยนี้เป็น ๓ ระยะ คือ ๑. ระยะแรก จะพบม้ามย้อยลงมาเพียงเล็กน้อยเสมอระดับชายโครง ๒. ระยะกลาง จะพบม้ามพ้นชายโครงลงมาสัก ๒ - ๓ นิ้ว แต่ไม่ถึงแนวเส้นสะดือ ๓. ระยะสุด จะพบม้ามย้อยอยู่ในแนวเส้นสะดือ ๕. ตรวจตามต่อมต่าง ๆ คนไข้ที่ป่วยเป็นไข้เนื่องจากถูกไม้ทิ่ม แทง ถูกอาวุธตามส่วนปลายอวัยวะมักจะมีอาการต่อมอักเสบ (ไข้พิษ ไข้กาฬ บางอย่างก็ปรากฏอาการต่อมอักเสบเหมือนกัน ดูตำราไข้ฉกาจ) ต่อมหรือเรียกตามศัพท์สามัญว่า ไข่ดัน หรือลูกหนู จะคลำพบที่ ๒ หน้าขา ใต้รักแร้ และที่ใต้คาง ต่อมเป็นเม็ดกลม ๆ เมื่อมีอาการอักเสบ จะบวมโต ผิดธรรมดา และคนไข้รู้สึกเจ็บ ๖. ตรวจโดยวิธีสังเกต ในวิธีตรวจไข้ โดยวิธีสังเกตนี้ แพทย์พึงใช้ประกอบเพื่อวินิจฉัยเหตุผลให้ แน่วแน่ และเพื่อประกอบกับการตรวจโดยวิธีต่าง ๆ ที่ได้อธิบายมาแล้ว และที่จะได้บรรยายต่อไปกล่าวเป็นข้อสังเขป สำหรับการสังกต เพื่อวินิจฉัยและใช้ยาดังต่อไปนี้ ๖.๑ ถ้าคนไข้มีผิวซีดเหลือง ตาเหลืองเขียว เนื่องจากน้ำดีซ่านพิการ ๖.๒ ผิวหนังเหลืองแห้ง ริมฝีปากแห้ง เนื่องจากโลหิตพิการ ๖.๓ เส้นโลหิตในสายตามีน้อย เปลือกตาซีด ตาโรย เนื่องจากเส้นประสาทพิการ และนอนไม่หลับ มักจะเป็นลม และอุจจาระผูก ๖.๔ การหายใจขัด ๆ และสะท้อน เนื่องจากหลอดลม หรือปอดพิการ ๖.๕ ตามผิวหนังมีผื่นแดงทั้งตัว เนื่องจากโลหิตทำพิษหรือโลหิตซ่าน ๖.๖ ตามปลายอวัยวะ เช่น มือ เท้า ริมฝีปากสั่น เนื่องจากโลหิตทำพิษหรือโลหิตซ่าน ๗. การตรวจด้วยเครื่องฟัง เครื่องฟังเป็นหลอด เพื่อนำเสียงให้ชัด แต่จะเอาหูเปล่าฟังก็ได้ใช้ใน โรคที่เกิดแก่ปอดและหัวใจ หรือโรคที่เกิดจากเส้นโลหิตพอง เช่น เป็นฝีเส้นโลหิต ในการฟังนั้นให้สังเกต เสียงข้างใน จะเป็นเสียงเกิดขึ้นผิดจากธรรมดา อย่างไร เช่น ฟังปอด สังเกตเสียง ลมเดินในปอด ถุงลมในปอด ยืดตัวหุบตัวและ ปอดเบียดซี่โครงด้วย หรือฟังหัวใจสังเกตลิ้นหัวใจปิดกัน โลหิตและกล้ามเนื้อหัวใจบีบ สูบโลหิตเสียงต่าง ๆ ในโรคนั้นจะมีแจ้งอยู่ทุก ๆ โรคที่จะใช้เครื่องฟังในเวลาที่ใช้เครื่องฟัง ให้จดปากกล้องสนิทกับหนัง ถ้ามีรูลมรั่ว เสียงจะไม่แน่น หรือที่สายและกระบอกต้องไม่มีสิ่งใดมากระทบ เช่นผ้าเป็นต้น ย่อมทำให้เสียงผิดคลาดเคลื่อน แพทย์ทุก ๆ คนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีเครื่องฟัง เครื่องฟังนี้มี ๒ ชนิด ๑. ชนิด หูเดี่ยว ๒. ชนิด สองหู แต่ชนิด ๒ หูนี้ ยังมีชนิดเพิ่มเสียงและชนิดที่มีดีกรีการเต้นของหัวใจได้ ประโยชน์ของมันคือเพื่อฟังอาการชำรุด หรือการเปลี่ยนแปลงของปอดและหัวใจ ฟังดูอาการบวมที่มีหนอง ฟังหัวใจทารกในครรภ์เพื่อทราบความเป็นอยู่ทารกในครรภ์ การตรวจด้วยเครื่องฟังชนิด ๒ หู ๗.๑ ตรวจปอด การใช้เครื่องฟัง ฟังปอด เพื่อให้ทราบว่าปอดปกติหรือไม่ เพราะปอดของมนุษย์ประกอบด้วยถุงลมจำนวนมิใช่น้อย การตรวจให้ใช้เครื่องหูฟังที่หน้าอก ด้านข้างซ้ายขวา ข้างหลัง ที่ใต้สะบัก และที่ซอกไหปลาร้า และให้คนไข้หายใจยาว ๆ สั้น ๆ ฉะนั้น ถ้ามีเสียงคร็อกแคร๊ก ปอดมีหนองหรือเป็นหืด เป็นหลอดลมอักเสบ แต่ถ้าดังที่ตอนหลอดลม มักเป็นหลอดลมอักเสบ เนื่องจากหวัดและไข้หวัดอย่างแรง ถ้าดังตอนขั้วปอดมักจะเป็นแก่ผู้ที่เป็นหืด หรือวัณโรคระยะแรก (โรคหืดมี ๒ ชนิด คือ หืดที่เป็นหลอดลมอาการและที่ขั้วปอด) ๗.๒ ตรวจหัวใจ การตรวจหัวใจนั้น เป็นประโยชน์ยิ่งของแพทย์ในการที่จะวินิจฉัยในโรคต่าง ๆ และการแปรปรวนในการสูบฉีดโลหิตของหัวใจ การตรวจให้ใช้เครื่องฟัง ฟังที่ระดับราวนมเบื้องซ้าย ฉะนั้น จะทราบว่า คนธรรมดา หัวใจเต้นตั้งแต่ ๔๒ ถึง ๑๐๐ ตุ๊บต่อ ๑ นาที คนไข้ หัวใจเต้นตั้งแต่ ๑๐๐ ตุ๊บขึ้นไปต่อ ๑ นาที ๗.๓ ฟังหัวใจทารกในครรภ์ ให้ตรวจโดยเครื่องฟัง โดยวางเครื่องฟังลงที่หน้าท้องส่วนใต้สะดือ เหนือหัวเหน่าในแนวเส้นท้องของ ผู้ที่มีครรภ์จะได้ยินหัวใจของทารกเต้นถนัด โรคอะไรบ้างที่จะทราบได้ จากการฟังหัวใจและปอด ๑. โรคไข้ ไข้หวัด ไข้รากสาด จะมีเสียงที่ปอดในเวลาฟังด้วยเครื่อง มีเสียงคล้ายท่อลม และจะได้ยินเสียงหวีด ๆ อยู่ทั่วไป เคาะด้วยมือที่หน้าอกจะมีเสียงดังก้อง เสียงฟังหัวใจเวลาหายใจออกยาวกว่าปกติ ๒. โรคถุงลมหย่อน เวลาไอ เสมหะยังไม่ออกจะมีเสียงทึบ และเสมหะออกแล้วจะมีเสียงโปร่งเหมือนเป็นโพรง ๓. โรคที่หืด ฟังจะได้ยินเสียงหายใจเข้าถี่ หายใจออกยาว เสียงปอดคร๊อกแคร๊กเสมอ ๔. โรคปอดอักเสบ โรคผอมแห้ง ไตอักเสบ โรคหัวใจพิการ โรคสมอง ฟังหัวใจจะมีเสียงลมหายใจเป็นเสียงดังฟูด ๆ และเสียงเปียก ๆ ๕. ไข้พิษ เสียงปอดดังทึบ หัวใจเต้นเร็ว แต่เสียงลมหายใจดังผิดปกติ มีเสียงหายใจยาวและสั้น ๖. ไข้ปวดเมื่อย ไข้อีดำอีแดง เสียงหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ เสียงลิ้นในหัวใจรัวสั่น ๑๑. ตรวจถุงหุ้มหัวใจ ๗. ถุงหุ้มหัวใจอักเสบ มักเป็นแก่คนไข้ในโรคดังต่อไปนี้ ๗.๑ วัณโรค ๗.๒ ไข้ปวดเมื่อย ๗.๓ ไข้ตะวันออก (ไข้ป่า) ๗.๔ ไตอักเสบ คนไข้จะรู้สึกยอกในช่องซี่โครงที่ ๓ – ๔ ด้านตรงหัวใจ ความร้อนสูง ฟังดูจะได้ยินเสียงติดขัด เสียดสีกัน เสียงหัวใจเต้นเบาอ่อน ๘. โรคปวดเมื่อยของสตรี โรคลมขัดข้อ บวม ปัสสาวะเป็นหนอง ใช้มือคลำที่หน้าอกด้านซ้ายตรงหัวใจจะรู้สึกสะเทือนครืด ๆ ใช้มือเคาะจะมีเสียงก้องบริเวณทางขวาของกระดูกหน้าอก เครื่องฟังที่ปลายหัวใจ (ใต้ราวนม) จะได้ยินเสียงดังครืด ๆ ชีพจรอ่อนเบา ไม่สม่ำเสมอ เสียงปอดฟังขัด ๆ ๙. โรคต่อไปนี้ ที่จะตรวจได้ทางชีพจรว่าผิดปกติ คือ ๙.๑ โรคบวมศีรษะและโรคสมอง และโรคสมองถูกกระทบกระเทือน ๙.๒ ธาตุเสีย ๙.๓ หัวใจพิการ ๙.๔ ถูกยาพิษ หรือเสพยาเสพติด ๑๐. สาเหตุที่หัวใจเต้นเร็วมาก เนื่องจาก ๑๐.๑ ไข้ธรรมดา ๑๐.๒ ไข้ต่อมอักเสบ ๑๐.๓ โรคขลาดกลัว (เนื่องจากโรคประสาท) ๑๑. สาเหตุที่หัวใจเต้นช้า ๑๑.๑ คนคลอดบุตร ๑๑.๒ แรกหายจากไข้พิษ หรือไข้อย่างแรง ๑๑.๓ โรคน้ำดีซ่าน ๑๑.๔ โรคสมอง ๑๑.๕ โลหิตจาง โลหิตน้อย โลหิตปกติโทษต่าง ๆ ๑๑.๖ เหนื่อยอ่อน ฯลฯ ๑๒. การเคาะและตรวจปัสสาวะ ๘. ตรวจด้วยการเคาะ (เคาะด้วยมือ) วิธีเคาะนั้น ให้เอานิ้วซ้ายคร่ำมือลงกับหนังแล้วเอานิ้วกลาง มือขวาเคาะบนหลังมือตน จะได้ยืนเสียงทึบโปร่งตามที่ใต้นิ้วตรงนั้น ใช้เคาะท้องเสียงโปร่งเป็นลมอยู่ข้างในรู้ว่าท้องขึ้น เป็นต้น ๙. ตรวจอุจจาระ ปัสสาวะ ๙.๑ อุจจาระ ๙.๑.๑ สีดำ, แดง, เป็นเมือกข้น มักเป็นด้วยไข้รากสาด, บิด ทุกชนิด ไข้พิษ, ไข้กาฬ อติสารธาตุพิการ ๙.๑.๒ สีอุจจาระเทา เป็นมูลโค เนื่องจากธาตุหย่อนโรคซางเด็ก โรคไข้กาฬ ๙.๑.๓ สีเหลือง, เขียว เนื่องจากดีพิการ ในโรคไข้ป่า ไข้ป้าง อติสาร ๙.๒ ปัสสาวะ ๙.๒.๓ สีแดงจัด เนื่องจากไข้เพื่อดีและโลหิต เช่น ไข้ป่า ไข้ป้าง ๙.๒.๒ สีเหลืองแก่ เนื่องจากดีในไข้ป่า ไข้ป้าง ไข้พิษ ๙.๒.๓ ขุ่นมันสีชาแก่ เนื่องจากไตพิการในโรค ไตพิการ ไข้รากสาด ไข้พิษ และโรคเบาหวาน ๑๓. ตรวจลิ้น ตา ปาก ๑๐. ตรวจ ลิ้น ตา ปาก ๑๐.๑ ลิ้น ๑๐.๑.๑ ลิ้นเป็นฝ้าละออง มักเนื่องมาจากไข้ธรรมดา โรคลำไส้พิการ กระเพาะอาหารและธาตุพิการ และในไข้พิษ ๑๐.๑.๒ ลิ้นแตกแห้งเป็นเม็ดเป็นขุม เนื่องจากธาตุพิการ ไข้พิษ ไข้ป่า ไข้ป้าง ไข้รากสาด ๑๐.๑.๓ ไข้กาฬ ที่ลิ้นจะเป็นเม็ดกาฬ ๑๐.๑.๔ น้ำลายพิการ ทำให้ลิ้นและปากเปื่อย ๑๐.๒ ตรวจตาทั่วไปสำหรับคนไข้ ๑๐.๒.๑ ตาซีดขาวโรย ที่เปลือกตาเผือดดำ บางรายตาเขียว ขุ่นมัว เนื่องจากโลหิตน้อย น้ำดีพิการ และวิถีประสาทพิการ โรคนอนไม่หลับ ไข้จับทุกชนิด ๑๐.๓ ตรวจปาก ๑๐.๓.๑ ปากเหม็น เนื่องจากโรคฟัน โรคอาหาร และธาตุพิการ น้ำลายพิการ ๑๐.๓.๒ ปากแตกกระแหง เนื่องจากธาตุพิการ ลมเป่าคอ โลหิตน้อย และไข้ทุกชนิด ๑๔. การวินิจฉัยโรค (ประมวลโรค) ๓. การวินิจฉัยโรค (การประมวลโรค) การตรวจโรคตามที่กล่าวมาแล้ว และยังมีการตรวจอีกหลายวิธีนั้น มิใช่ว่าแพทย์จะต้องทำการตรวจทุกสิ่งทุกอย่างไปก็หามิได้ ย่อมสุดแต่ความเหมาะสมกาลเทศะสำหรับคนไข้รายใดรายหนึ่ง แล้วแต่เหตุผลที่จะเกี่ยวโยงไปถึง ซึ่งต้องขอมอบให้เป็นความสามารถของแพทย์ผู้ได้ลงมือปฏิบัติกับคนไข้เฉพาะหน้า เมื่อตรวจแล้วพอที่จะสรุปความเห็นวินิจฉัยประมวลโรคได้ โดยอาศัยหลัก ๕ ประการ ดังนี้ ๓.๑ คนเจ็บด้วยการเช่นนี้ มีอะไรพิการอยู่ในสมุฏฐานและพิกัดใด รวมความแล้วควรจะสมมุติ เรียกว่าโรคอะไร ๓.๒ โรคนั้นมีที่เกิดแต่อะไรเป็นต้นเหตุ รีบคิดค้นเมื่อได้ความแล้ว พึงเอาอาการนั้น ๆ มาเป็นหลักวิเคราะห์ว่า คนเจ็บนั้นเกิดโรคด้วยเหตุอันใดมีอะไรขาดหรือเกินหรือกระทบกระเทือนอะไรจึงเป็นเหตุให้เจ็บไข้บำบัดต่อไป ๓.๓ โรคเช่นนี้จะบำบัดแก้ไขโดยใช้วิธีใดก่อน เมื่อเห็นทางแก้ไขแล้ว จึงวิเคราะห์เลือกยาที่จะใช้ บำบัดต่อไป ๓.๔ สรรพคุณยาอะไร จะต้องใช้อย่างละมากน้อยเท่าใด ให้รับประทานเวลาอะไร ขนาดเท่าใด ๓.๕ เริ่มวางยาตามลักษณะโรคที่ตรวจพบ สุดแต่จะเห็นว่าสมควรจะให้ยาบำบัดโรค ที่ทรมาน สำคัญอย่างใดก่อน ส่วนยาที่ท่านตั้งตำรับบอกวิธีให้ทำไว้ จักต้องใช้อะไรมีส่วนเท่าไร เมื่อปรุงผสมแล้วเรียกชื่อว่าอย่างไร ยาสำหรับแก้โรคต่าง ๆ นั้น ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์แพทย์ศาสตร์ฉบับหลวง และเวชศึกษาอย่างมากมาย ล้วนแต่เป็นตำรายาที่ดีทั้งสิ้น ซึ่งเคยบำบัดโรคร้ายหายมาแล้วทั้งนั้น เมื่อท่านจะจัดปรุงขึ้นจงใช้ความพยายามอย่างประณีต ในการคัดเลือกชั่งตวงให้ถูกต้องจริง ๆ จงสงวนศักดิ์ของยาไทยไว้ ให้เป็นยาที่มีสรรพคุณอนันต์อันหาค่ามิได้ และสมควรเป็นตำรับคู่มือที่ทรงเกียรติแต่แพทย์แผนโบราณ ซึ่งได้ศึกษาสืบมรดกต่อมาท่านจะได้เป็นเวชกรผู้เชี่ยวชาญไปในภายภาคหน้า

ต้องมีสิทธิ์หลักสูตร
บทเรียน เวชกรรมไทย

คัมภีร์แพทย์แผนไทยและคัมภีร์ตักกศิลา

คัมภีร์แพทย์แผนไทย 📖 เล่มตำรา: เลือกตำรา... ☰ เลือกตำรา 📖 กรุณาเลือกตำราเรียน